กระทรวงวิทย์ฯ พร้อมดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต ในงาน “Startup Thailand 2018

by SME Startup 22 กย. 2017



    หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากงาน “Startup Thailand 2017” ที่สร้างกระแสความตื่นตัวในธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งประชาชนและนักธุรกิจในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ  กระทรวงวิทย์ฯ เผยแผนปั้น “เด็กช่าง” สู่การเป็นสตาร์ทอัพ นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ และเร่งปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ พร้อมดันสตาร์ทอัพไทยให้เติบโต ในงาน “Startup Thailand 2018 – INVEST NATION”  

     ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า งาน STARTUP Thailand เป็นความมุ่งมั่นของคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ (National Startup Committee) ที่จะพัฒนาสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง โดยใช้กลไกสนับสนุนและการรวมพลังขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และประชาคมสตาร์ทอัพ  เพื่อสร้างนักรบทางเศรษฐกิจพันธุ์ใหม่   งาน “Startup Thailand 2017” ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง นอกจากเกิดกระแสความตื่นตัวในธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” เป็นที่รู้จักในวงกว้างทั้งประชาชนและนักธุรกิจในภูมิภาคทั่วประเทศแล้ว ยังเกิดผลเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิเช่น  เกิดเม็ดเงินลงทุนมูลค่าสูงถึง 6,000 ล้านบาท เกิดสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพและเริ่มดำเนินธุรกิจจริงกว่า 700 ราย เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 7,500 อัตรา ยิ่งไปกว่านั้นการเติบโตของการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นสูงจากปี 2559 กว่า 50% และสูงกว่าปี 2558 กว่า 200% สร้างความสนใจในธุรกิจสตาร์ทอัพกระจายไปในทุกภาคส่วน

     จากวันนั้น เกิดภารกิจเร่งด่วนและความท้าทายหลายประการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จนถึงวันนี้ ได้มีดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านั้น  
   
    ความท้าทายแรกประการแรก การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อลดปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของสตาร์ทอัพในประเทศไทย โดยคณะกรรมการวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ ได้เห็นชอบ ร่าง “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” เพื่อให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของสตาร์ทอัพในประเทศไทยมากขึ้น ใน 4 ประเด็น ได้แก่ เปิดช่องให้สตาร์ทอัพสามารถออกหุ้นกู้แปลงสภาพได้ สามารถทยอยให้หุ้นแก่พนักงานของสตาร์ทอัพได้ ให้พนักงานมีสิทธิซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดได้ และสามารถแก้ไขสิทธิในหุ้นบุริมสิทธิโดยใช้มติที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ โดยขณะนี้ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว หากเห็นชอบโดยเฉพาะการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานในด้านนี้เท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ และช่วยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในสตาร์ทอัพไทยกันมากขึ้น  

     อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้ อาจยังไม่เพียงพอที่จะดึงดูดให้นักลงทุนทั้งกลุ่มที่ไม่หวังผลตอบแทน (Angle Investor) และธุรกิจเงินร่วมลงทุน หรือ  Venture Capital (VC) มาลงทุนกับสตาร์ทอัพไทยได้  คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ จึงมีมติให้ดำเนินการยกร่าง "พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ" ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น กฎหมายดังกล่าวจะมีทั้งหมด 4 หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 นิยามของสตาร์ทอัพ คือกิจการที่จดทะเบียนไม่เกิน 60 เดือน ต้องทำธุรกิจที่มีนวัตกรรม มีการวิจัยและพัฒนา   หมวดที่ 2 จัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หมวดที่ 3 สิทธิประโยชน์ที่จะให้กับสตาร์ทอัพ โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี ทั้ง 3 กลุ่ม และหมวดที่ 4 จัดตั้งศูนย์ทดสอบและนวัตกรรม เพื่อรับรองมาตรฐานให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ

     ความท้าทายประการที่สอง การวางรากฐานและพัฒนากำลังคน ให้เพียงพอต่อการเติบโตของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เริ่มทำงานร่วมกับ 30 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ก่อให้เกิดมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial University) ที่มีการพัฒนาหลักสูตร การสร้างภาวะความเป็นผู้ประกอบการ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในมหาวิทยาลัย การสร้าง Co-working space ในมหาวิทยาลัย 30 แห่ง และการพัฒนาแนวคิดสู่ธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่  โดยในปี 2561 นี้ เราได้ขยายโอกาสการเข้าสู่สตาร์ทอัพในกลุ่มนักเรียนอาชีวะ โดยมุ่งผลักดันการสร้างวิธีคิด การสร้างทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้าง “นักรบใหม่ทางเศรษฐกิจ” ให้เกิดขึ้น  โดยการจัด Thailand Pitching Challenge “อาชีวะ R-League” ในลักษณะเดียวกับมหาวิทยาลัย กำหนด 1,000 ทีมตั้งต้น จัดประกวด 3 รอบ คัดให้เหลือ 50 ทีมสุดท้าย เพื่อเข้าค่ายอบรม เสริมสร้างความรู้ด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบ่มเพาะการก้าวเป็นสตาร์ทอัพรายใหม่ จากนั้นแข่งขันคัดเหลือ 10 ทีมสุดท้าย ที่จะเข้าร่วม Thailand Pitching Challenge “อาชีวะ R-League”  ในงาน STARTUP Thailand 2018  หาผู้ชนะ 3 ทีม ก่อนนำไปศึกษาดูงานต่างประเทศ และสนับสนุนต่อยอดการลงทุนเป็นสตาร์ทอัพต่อไป      

     ความท้าทายประการสุดท้าย คือ การพัฒนาสตาร์ทอัพไทย ที่ผ่านมาสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ยังมองตลาดในประเทศเป็นหลัก และมีจำนวนไม่มากนักที่สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้   กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จึงเร่งพัฒนาระบบบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ทอัพ ให้มีความสามารถในการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศ โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์  ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวถึง การพัฒนาสตาร์ทอัพไทยว่า เราจะดำเนินการพัฒนาในรายสาขา (Sector) สำคัญๆ ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจประเทศ ได้แก่ สุขภาพ (HealthTech) ภาครัฐ (GovTech) เกษตร (AgTech) อาหาร (FoodTech) และท่องเที่ยว (TravelTech) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันผลักดันและพัฒนาสตาร์ทอัพไทยในรายสาขาให้โดดเด่นขึ้น ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และในปี 2561 จะมีการจัดกิจกรรมและประชุมสัมมนาเพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพรายสาขา ในรูปแบบของ Festival ได้แก่ Health FEST 2018, Gov FEST 2018, FARM FEST 2018, DREAM FEST 2018  

     รวมทั้งการดำเนินงานพัฒนาพื้นที่ย่านนวัตกรรม (Innovation District) ในพื้นที่นำร่องโครงการ 15 ย่านทั่วประเทศ เพื่อสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ สร้างงาน สร้างคุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่  ขณะนี้กำลังดำเนินการจัดทำผังย่านนวัตกรรมที่เป็นรูปธรรมจำนวน 11 ย่าน  และในต้นปี 2561 จะมีการจัด District Summit 2018 เป็นกิจกรรมและประชุม สัมมนาในระดับประเทศ ในรูปแบบการพัฒนาสตาร์ทอัพไทยอย่างครบวงจร ไม่ได้มุ่งเน้นพัฒนาเฉพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพเท่านั้น  แต่เป็นการมองการพัฒนาในภาพรวมทั้งระบบ มองการพัฒนาย่านนวัตกรรมทั้งพื้นที่ ครอบคลุมทั้งเรื่องสาธารณูปโภค เครือข่าย (Network) สาขา (Sector) ความเป็นเมือง และไลฟ์สไตล์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 8,000 คน

     ดร.อรรชกา ได้ตอกย้ำว่า ความชัดเจนของการพัฒนาสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดต่างประเทศคือก้าวสำคัญของการจัดงาน STARTUP Thailand 2018 ที่จะจัดขึ้นในกลางปี 2561 ภายใต้แนวคิด INVEST NATION ที่เน้นเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ โดยจะเชิญนักลงทุนจากทั่วโลกมาลงทุนในสตาร์ทอัพไทย  ตั้งเป้าหมายให้เกิดการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ  เพื่อให้งาน STARTUP Thailand กลายเป็นงานสตาร์ทอัพระดับโลก ขยายพื้นที่จัดงานขึ้นเป็น 25,000 ตารางเมตร พร้อมเปิดกิจกรรมใหม่ขึ้นภายในงาน 4 Global Concept ได้แก่ Global Hack ในสตาร์ทอัพ 9 สาขาธุรกิจ  Global Connect เชื่อมโยงกลุ่มประเทศ CLMV และเอเชีย  Global Investment เร่งเป้าหมายการลงทุนจากต่างชาติทั้งเอเชีย อเมริกา และยุโรป และ Global Market Place นำสินค้าของสตาร์อัพมาทำการซื้อขายแก่ประชาชน ตั้งเป้า 600 รายจากทั่วโลก เพื่อเปิดช่องทางการตลาดให้คนรู้จักธุรกิจสตาร์ทอัพมากขึ้น และเป็นช่องทางการซื้อขายสินค้าที่สำเร็จรูปแล้วแก่นักลงทุนด้วย 

     STARTUP Thailand 2018 จะเป็นเวทีที่แสดงความพร้อมของประเทศไทยที่จะร่วมมือกับทุกประเทศ เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพจากภูมิภาคเอเชียและจากทั่วโลก เข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทย นักลงทุนไทย เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้นำด้านสตาร์ทอัพของภูมิภาค  และเพื่อให้ประเทศไทยมี Unicorn รายที่สอง สาม สี่ ต่อจาก OMISE โอมิเซะ สตาร์ทอัพไทยรายแรกที่เป็น Unicorn ระดับพันล้านเหรียญ ได้ในที่สุด

 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี



Related Articles

​ว้าว!! Maillot co. ชุดว่ายน้ำที่ขายได้ทุกฤดู

ใครว่าชุดว่ายน้ำขายได้เฉพาะช่วงซัมเมอร์ ถ้าลองวางแผนธุรกิจดีๆ และมองตลาดให้กว้างจะรู้ว่าชุดว่ายน้ำเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ขายได้ตลอด เหมือนเช่นแบรนด์ M..

by SME Startup| 15 ธค. 2017

​ROSEMANCLUB เริ่มธุรกิจจากไม่รู้ แต่ดังได้ในเปรี้ยงแรก

ด้วยความเชื่อที่ว่าคนที่ใส่แว่นตาไม่มีใครอยากให้ดูเชยหรอก สองเพื่อนซี้จึงลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์แว่นตา ROSEMANCLUB ด้วยไอเดียที่ชัดเจนไม่เหมือนใคร ทำให..

by SME Startup| 29 พย. 2017

​Gokudera หยิบของปั้นจิ๋วมาทำเครื่องประดับ

เมื่องาน Miniature หรือของจิ๋วย่อส่วน ใครๆ ก็ทำกันมากมาย จึงต้องคิดต่อยอดออกไป ด้วยการนำเจ้าของจิ๋วเหล่านั้นมาทำเป็นเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็น แหวน ..

by SME Startup| 26 พย. 2017