RFID เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานเกือบร้อยปีแล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้ยังมีขนาดใหญ่ไม่สะดวกในการติดตั้งและใช้งาน ปัจจุบัน เทคโนโลยีนี้กำลังจะมีบทบาทมากขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนประกอบของระบบRFID มี 2ส่วน คือ RFID Tags หรือ Transponder และ เครื่องอ่าน Reader หรือ Interrogator
ปัจจุบัน RFID มีลักษณะเป็นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (RFID Tag) ที่สามารถอ่านค่าได้โดยผ่านคลื่นวิทยุจากระยะห่าง เพื่อตรวจ ติดตามและบันทึกข้อมูลที่ติดอยู่กับป้าย ซึ่งนำไปฝังไว้ในหรือติดอยู่กับวัตถุต่างๆเช่น ผลิตภัณฑ์ กล่อง หรือสิ่งของใดๆ สามารถติดตามข้อมูลของวัตถุ 1 ชิ้นว่า คืออะไร ผลิตที่ไหน ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตอย่างไร ผลิตวันไหน และเมื่อไร ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกี่ชิ้น และแต่ละชิ้นมาจากที่ไหน รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งของวัตถุนั้น ๆ ในปัจจุปันว่าอยู่ส่วนใดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัส (Contact-Less) หรือต้องเห็นวัตถุนั้นๆ ก่อน ทำงานโดยใช้เครื่องอ่านที่สื่อสารกับป้ายด้วยคลื่นวิทยุในการอ่านและเขียนข้อมูล RFID มีข้อได้เปรียบเหนือกว่าระบบบาร์โค้ดดังนี้
-มีความละเอียด และสามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่า ซึ่งทำให้สามารถแยกความแตกต่างของสินค้าแต่ละ ชิ้นแม้จะเป็น SKU (Stock Keeping Unit – ชนิดสินค้า) เดียวกันก็ตาม
- ความเร็วในการอ่านข้อมูลจากแถบ RFID เร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากแถบบาร์โค้ดหลายสิบเท่า
- สามารถอ่านข้อมูลได้พร้อมกันหลาย ๆ แถบ RFID
- สามารถส่งข้อมูลไปยังเครื่องรับได้โดยไม่จำเป็นต้องนำไปจ่อในมุมที่เหมาะสมอย่างการใช้เครื่องอ่านบาร์โค้ด (Non-Line of Sight)
-ค่าเฉลี่ยของความถูกต้องของการอ่านข้อมูลด้วยเทคโนโลยี RFID นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 99.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ความถูกต้องของการอ่านข้อมูลด้วยระบบบาร์โค้ดอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์
-สามารถเขียนทับข้อมูลได้ จึงทำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งจะลดต้นทุนของการผลิตป้ายสินค้า ซึ่งคิดเป็นประมาณ 5% ของรายรับของบริษัท
- สามารถขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอ่านข้อมูลซ้ำที่อาจเกิดขึ้นจากระบบบาร์โค้ด
- ความเสียหายของป้ายชื่อ (Tag) น้อยกว่าเนื่องจากไม่จำเป็นต้องติดไว้ภายนอกบรรจุภัณฑ์
- ระบบความปลอดภัยสูงกว่า ยากต่อการปลอมแปลงและลอกเลียนแบบ
- ทนทานต่อความเปียกชื้น แรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก
RFID ประโยชน์กับธุรกิจและชีวิตประจำวัน
-ใช้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ในสายการผลิต เช่นตรวจสอบวัตถุดิบที่นำมาใช้ประกอบเป็นผลิตภัณฑ์ว่าครบ และถูกต้องตามรุ่นที่กำหนดไว้หรือไม่ ทำให้ประหยัดคนในการ QC วัตถุดิบก่อนเข้าสายการผลิต
- ใช้ในงานด้าน Logistics และWarehouse ทำให้เราตรวจสอบสินค้าที่จะส่งหรือรับ ได้อย่างรวดเร็วในปริมาณครั้งละมากๆ ป้องกันสินค้าสูญหายหรือโจรกรรม
- ใช้ในด้านความปลอดภัย ในอาคาร โดยให้เฉพาะผู้ที่ติด RFID Tags สามารถเข้าอาคารหรือพื้นที่ที่กำหนดได้
- ใช้ลงบันทึกเวลาทำงานหรือเข้าออกอาคาร Time Attendant
- ใช้แทนหนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวอื่นๆ
- ใช้เป็นตั๋วโดยสารรถ เรือ เครื่องบิน ตั๋วดูภาพยนตร์ ฯลฯ
- ใช้ตรวจติดตามสัตว์ หรือของมีค่าต่างๆ
- ติดที่ฉลากยา หรือ ฉลากสินค้า ป้องกันของที่ยังไม่ได้คิดราคาถูกขโมย สามารคิดราคาสินค้าปริมาณมากๆได้อย่างรวดเร็ว และสามารถบอกวันหมดอายุของสินค้า หรือยาได้
- ใช้ติดกับหนังสือในห้องสมุด เพื่อป้องกันการสูญหายหรือโจรกรรม อีกทั้งช่วยในการจัดประเภทและค้นหาหนังสือได้อย่างรวดเร็ว
ประเทศไทยกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วย RFID
ประเทศไทยเริ่มนำ RFID เข้ามาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซิป้า ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสถาบันรหัสสากล เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงผลักดันให้เกิดงานแสดงสินค้าและบริการ “Thailand RFID Forum 2008” โดยหวังประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม RFID ในภูมิภาคเอเชีย นำเสนอนวัตกรรมความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ และเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี RFID ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันในตลาดสากล
สันติ สุรรัตน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)หรือ ซิป้า กล่าวถึงการจัดงาน Thailand RFID Forum 2008 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 เมษายนนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านับเป็นการจัดครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือของซิป้าและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดยสถาบันรหัสสากล ภายในงานจะแบ่งกิจกรรมออกเป็นการสัมมนาและเวิร์คช็อป ซึ่งจะรวบรวมหัวข้อสัมมนาที่จะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับ RFID (Radio Frequency Identification) กว่า 30 หัวข้อ อาทิ เทรนด์ การประยุกต์ใช้งาน RFID กรณีศึกษาจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการใช้ RFID วิสัยทัศน์จากผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีส่วนแสดงสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี RFID กว่า 30 บริษัท
“ปัจจุบัน เทคโนโลยี RFID กำลังมาแรงและเป็นที่กล่าวถึงอย่างมาก เพราะองค์กรต่างๆ สามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างความได้เปรียบทางการค้าเหนือคู่แข่งขัน และลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี และปัจจุบัน RFID ได้กลายมาเป็นข้อกำหนดทางการค้าและส่งผลต่อช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการไทยในเวทีการค้าระดับสากล ดังนั้น องค์กรที่ต้องการแข่งขันได้จึงไม่ควรมองข้ามความสำคัญของ RFID”
จะเห็นได้ว่า มีการใช้ RFID แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตควรเลือกที่จะนำข้อดีของระบบนี้มาประยุกต์ใช้กับงานเพื่อให้เกิดกำไรและประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ส่วนผู้บริโภคมีหน้าที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากเทคโนโลยีเหล่านี้ตามความต้องการซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็นและพอเพียง
|