​ปิดความเสี่ยงได้ ความสำเร็จเกิด!

by SME Thailand 19 มิย. 2018
Share:




 
               
     ความเสี่ยงที่สำคัญของธุรกิจไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ คือ การไม่เตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจในประเทศนั้น ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใด จะใหญ่หรือเล็ก จะมีปัญหาเหมือนกันคือ การไม่ใส่ใจในเรื่องสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมายของประเทศที่เราไปลงทุน ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่มากเพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจและกิจการต้องหยุดชะงัก ต้องจ่ายเงินค่าปรับตามโทษที่กฎหมายกำหนด บางรายก็ไม่สามารถนำส่วนที่เป็นผลกำไรออกจากประเทศได้ หรืออาจถึงถูกยึดใบอนุญาตในการประกอบกิจการเลยทีเดียว


    ส่วนใหญ่แล้วจะเห็นบริษัทไทยและเทศจะโฟกัสที่การขอใบอนุญาตในการทำธุรกิจ และการจัดตั้งนิติบุคคล รวมทั้งการขอสิทธิพิเศษต่างๆ ในการลงทุนจากรัฐบาลประเทศที่ไปลงทุน ซึ่งมีหน่วยงานและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติคล้ายๆ กับ BOI ของบ้านเรา แต่เมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็มุ่งมั่นในการหาลูกค้าทำการตลาด การขาย แต่ลืมนึกถึงว่าในการที่เราไปทำธุรกิจ หรือลงทุนในต่างประเทศนั้น มันมีกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เราต้องทำตามด้วย เห็นมามากมายที่ไม่ได้ดูกระทั่งเงื่อนไขในใบอนุญาตประกอบธุรกิจ หรือใบอนุญาตให้ลงทุนตั้งโรงงานว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เช่น ต้องมีการรายงานชี้แจงเรื่องการก่อสร้าง การนำเงินลงทุนเข้าไปในประเทศนั้น หรือแม้แต่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะเครื่องหมายการค้า เป็นต้น


     ข้อแนะนำที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ที่ไปลงทุนในต่างประเทศเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับกิจการที่ตั้งอยู่ในบ้านเราด้วย เพราะไม่ว่าจะอยู่ที่ไทยหรือต่างประเทศ นิติบุคคลต่างๆ ย่อมต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ใช้บังคับกับการดำเนินกิจการของตนอย่างเคร่งครัดเพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นผลให้ได้รับโทษตามมาด้วย
 

เอกสารในการจัดตั้งบริษัทอยู่ที่ไหน ใครดูแล

     อันนี้เป็นจุดอ่อนของพวกเราส่วนใหญ่ที่เมื่อตอนตั้งกิจการก็ให้สำนักงานกฎหมายจัดตั้งให้ ขอใบอนุญาตนั่นนี่ได้ครบถ้วนตามกฎหมายถือเป็นอันว่าเสร็จสรรพและก็ไม่ได้ใส่ใจ และวางแผนการทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต เช่น พวกใบอนุญาตประกอบกิจการในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือพวกที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งมีการกำหนดสิทธิพิเศษต่างๆ ไว้ในใบอนุญาต บางรายนี่ไม่ได้ดูว่าตนเองได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าสินค้าที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตก็เสียประโยชน์ไปมาก ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ไม่ได้วางคนที่จะมาช่วยดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ส่วนใหญ่ให้ฝ่ายกฎหมายของบริษัท หรือสำนักงานกฎหมายที่อยู่ในไทยเป็นผู้ดูแล โดยลืมนึกไปว่าเมื่อไปประเทศไหน ก็ต้องทำตามกฎหมายของประเทศนั้น ซึ่งมันอาจคล้ายกับกฎหมายของไทย หรือไม่ก็อย่าไปคิดสรุปเอาเองว่า กฎหมายของประเทศไหนๆ ก็คงคล้ายๆ ของไทย ก็เลยคิดว่าไม่ยากที่จะทำตาม

     
     นี่แหละความเสี่ยงที่สุดของธุรกิจไทยในต่างประเทศ ต้องจำให้ขึ้นใจว่า กฎหมายแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน นักกฎหมายไทยต่อให้เก่งอย่างไรก็ต้องใช้นักกฎหมายท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล เพราะกฎหมายเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ตัวอย่างเช่น ประเทศเมียนมาที่มีการแก้ไขกฎหมายเป็นร้อยฉบับในช่วงเวลาเพียง 4 ปี


     อีกประเด็นคือ แม้ว่ากฎหมายหลักจะมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ แต่กฎหมายฉบับรอง กฎระเบียบ และประกาศส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีการแปลจากภาษาท้องถิ่นเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจะให้ฝ่ายกฎหมายของท่านในไทยเข้าใจกฎหมายในต่างประเทศได้ 100 เปอร์เซ็นต์คงเป็นเรื่องที่ยาก การลดความเสี่ยงนี้คือ จะต้องตั้งผู้ (หรือทีม) ที่จะดูแลด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Legal Compliance) ไว้เฉพาะ และให้ทำงานร่วมกับนักกฎหมายของประเทศที่จะไปลงทุน เริ่มจากการเก็บเอกสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคำขอดำเนินธุรกิจ ใบอนุญาตต่างๆ เก็บไว้เป็นหมวดหมู่ ไม่ใช่ถึงเวลาก็หาไม่เจอ โยนกันไปมาว่าไม่รู้สิ ให้สำนักงานกฎหมายทำให้ กรณีแบบนี้เห็นมามากจนงงมากเลยว่า ทำไมถึงไม่เห็นความสำคัญกันว่า นี่มันเป็นเรื่องความอยู่รอด หรือไม่รอดของบริษัทเลยนะ
 

กฎหมายอะไรที่เกี่ยวข้อง และต้องปฏิบัติตามอย่างไร
             
     เมื่อได้เอกสารทุกอย่างมาแล้ว อย่าเก็บไว้บนหิ้งให้ที่ปรึกษากฎหมายที่ท่านใช้ในการจัดตั้งบริษัทที่ต่างประเทศนั่นแหละทำเป็นข้อสรุปว่า บริษัทของท่านต้องทำตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างไรและเมื่อใด เช่น ต้องมีการส่งงบการเงินประจำปีเมื่อไหร่ การชำระภาษีชนิดต่างๆ มีอัตราเท่าไร และชำระเมื่อไร ต้องจัดประชุมกรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในกรณีไหนบ้าง ปีละกี่ครั้ง และเพื่อลงคะแนนออกเสียงในเรื่องใด เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และสามารถที่จะวางแผนทำตารางเอาไว้เลยว่าในแต่ละปีต้องทำอะไรบ้าง


     นอกจากสิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำทุกปีแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนดว่าต้องทำตาม เช่น เรื่องของการจ้างงานที่ต้องดูว่า กฎหมายกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างอย่างไร และมีการจ่ายเงินสบทบตามกฎหมายประกันสังคมเท่าไร และเมื่อใด การจ้างงานและการไล่คนออกต้องทำอย่างไรบ้าง วันทำงาน วันหยุด และวันลาต่างๆ เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับแรงงาน ซึ่งกฎหมายทุกประเทศได้ให้ความสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะปกป้องผลประโยชน์ของลูกจ้างมาก แม้จะไม่เกรงเรื่องการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรที่จะกลัวในเรื่องของการประท้วงและนัดหยุดงาน ซึ่งนอกจากจะเกิดผลเสียทั้งเป็นตัวเงินแล้วก็อาจจะทำให้เสียชื่อเสียงว่า เป็นบริษัทต่างชาติที่ไม่ยุติธรรมต่อแรงงานท้องถิ่น


     นอกจากนี้ ในบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษจากรัฐบาลก็จะต้องทำตามข้อกำหนดในเรื่องการถ่ายทอดความรู้ในลักษณะของการอบรมต่างๆ หรือการส่งไปดูงานต่างประเทศ เมื่อผู้เขียนถามลูกความว่า บริษัทต้องมีการอบรมถ่ายทอดความรู้ให้กับคนท้องถิ่นอย่างไรในแต่ละปี มักจะไม่ได้คำตอบแต่จะได้คำถามมาแทนว่า “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องเทรนอะไรบ้าง ให้ไปดูตรงไหน” โอ้โห อึ้งไปสามตลบ ตอบให้ตรงนี้เลยว่า โดยปกติแล้วใบอนุญาต หรือหนังสือรับรองการได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลไหนๆ ในโลกก็จะระบุสิทธิพิเศษไว้ด้านหลัง อาจอยู่ในภาคผนวก ส่วนพวกเงื่อนไขเกี่ยวกับการอบรม หัวข้อ และจำนวนต่างๆ นั้น จะอยู่ในคำขอที่เราทำเสนอขอไปกับทางหน่วยงานราชการนั่นแหละ ที่หนักกว่าคือมาถามว่า “โรงงานเราได้สิทธิพิเศษอะไรบ้าง” การไม่รู้สิทธิและหน้าที่จะพาให้เกิดหายนะขึ้นได้นะ
               

     ความเสี่ยงที่พบเห็นประจำคือ บริษัทชอบโยนให้ฝ่าย HR เป็นผู้ดูแลเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นเพราะคิดว่าเรื่องกฎหมายนั้นมีประเด็นเฉพาะเรื่องการจ้างงาน การเลิกจ้าง และพวกกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่างๆ เท่านั้น อันนี้ผิดมหันต์ เพราะฝ่าย HR ไม่ใช่ฝ่ายกฎหมาย แล้วจะให้มาดูแลเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างไร ขอย้ำอีกล้านรอบว่า ต้องให้นักกฎหมายเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทุกบริษัทที่ไปลงทุนในต่างประเทศรวมทั้งที่อยู่ในไทยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดจะมาอ้างว่า ไม่รู้ ไม่เข้าใจไม่ได้เพราะอาจมีโทษถึงถูกยกเลิกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ในบางกรณีอาจมีบทลงโทษจำคุกผู้ที่เป็นกรรมการผู้จัดการด้วย เช่น ในกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานของไทย เป็นต้น ทุกอย่างที่ลงทุนไปก็เสียเปล่า หรือแม้ไม่โดนโทษหนักแต่ต้องเสียเงินค่าปรับ ค่าทนายกันมากโข มันจะแพงกว่าที่จะเตรียมตัวขจัดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มดำเนินกิจการเสียอีก ต้องใส่ใจในเงื่อนไข และข้อกำหนดต่างๆ ในใบอนุญาต และปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ตามสุภาษิตไทยที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะแย่แล้วจะแก้ไม่ทัน”



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020