มังกรเปลี่ยนทิศ! ตลาดจีนไปต่อไม่ไหว ลองมาเจาะ ‘ลูกค้าจีนในไทย’ ดูสักตั้ง!

by SME Thailand. 17 ตค. 2019
Share:
TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea

 
  • ตลาดจีนที่เคยหอมหวาน เป็นเหมือนบ่อน้ำมันที่สินค้าไทยแห่แหนเข้าไปฉกฉวยโอกาส โดยเฉพาะผ่านช่องทาง อี-คอมเมิร์ซ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้สถานการณ์กลับแตกต่าง ท้องฟ้าแดนมังกรไม่ได้สดใสสำหรับสินค้าไทยอีกต่อไปแล้ว
 
  • หลายคนกำลังบาดเจ็บ ตลาดที่เคยเวิร์ค กลยุทธ์ที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จกลับไม่ได้ผล ขณะที่คู่แข่งก็ยังล้นสนามจนแทบจะแข่งขันต่อไปไม่ไหว
 
  • เมื่อมังกรเปลี่ยนทิศ ได้เวลา SME ไทยเปลี่ยนทาง หันมาเจาะตลาดลูกค้าคนจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยดูบ้าง ซึ่งคาดว่ากลุ่มนี้มีอยู่ราว 3-4 แสนราย ซึ่งเป็นทั้งลูกค้า และกระบอกเสียงที่ดีที่จะนำพาสินค้าและบริการไทยให้คนจีนในโลกใบนี้ได้รู้จักมากขึ้น




     ได้ยินเสียงบ่นมาเป็นระยะๆ สำหรับผู้ประกอบการไทยที่พยายามไปบุกเจาะตลาดจีน ทั้งที่ไปทำตลาดเองหรือผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซซึ่งเคยหอมหวานสำหรับผู้ประกอบการไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่วันนี้สถานการณ์กลับแตกต่าง ท้องฟ้าแดนมังกรไม่ได้สดใสสำหรับสินค้าไทยอีกต่อไปแล้ว  เมื่อหลายคนกำลังบาดเจ็บ ตลาดที่เคยเวิร์ค กลยุทธ์ที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จกลับไม่ได้ผล ขณะที่คู่แข่งก็ยังล้นสนามจนแทบจะแข่งขันต่อไปไม่ได้
               

     ในวันเปิดบ้านใหม่ของกลุ่ม YDM Thailand ที่ผ่านมา SME Thailand มีโอกาสพูดคุยกับ “ชฎากร ธนสุวรรณเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AVG Thailand ผู้ให้บริการด้านการตลาดดิจิทัลสำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการบุกตลาดจีน หนึ่งในบริษัทลูกของ YDM เลยได้เห็นสถานการณ์ความเป็นจริง ที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดจีน และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมวันนี้ตลาดจีนถึงโหดและหินขึ้นสำหรับ SME ไทย 
               


               

       มังกรเปลี่ยนทิศ เกมธุรกิจต้องปรับเปลี่ยน


       ชฎากร  บอกเราว่า ในอดีตการทำตลาดออนไลน์ในประเทศจีน อาจดูแค่ว่าคนจีนใช้โซเชียลมีเดียไม่เหมือนคนทั่วโลก ประเทศจีนไม่ได้มีเฟซบุ๊ก ไม่มีโลกของกูเกิล ใครจะทำตลาดจึงต้องไปศึกษาเครื่องมือต่างๆ ที่คนจีนใช้ให้ตกผลึก แต่วันนี้ความยากที่ทวีขึ้น คือเรื่องของกฎหมายโฆษณาในจีนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การนำสินค้าไทยไปขายจีนผ่านออนไลน์มีอุปสรรคมากขึ้น            
               

      “ยุคหนึ่ง จะมีคำที่เรียกว่า กองทัพมด คือมีคนจีนเข้ามาซื้อของจากเมืองไทยแล้วไปขายในเว็บของจีน อย่างเถาเป่า แต่เมื่อต้นปีจีนมีกฎหมายใหม่ออกมาว่า การทำการค้าข้ามแดน  (Cross Border) กรณีซื้อไปใช้เองได้ แต่ไม่สามารถเอาไปขายต่อได้ จึงกระทบกับคนกลุ่มหนึ่ง เช่น คนจีนที่มาหิ้วของจากเมืองไทยไปขาย หรือสั่งผ่านอี-คอมเมิร์ซแล้วไปขายต่อที่จีน จากนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว”
               

      กรณีต่อมา คือวันนี้คนจีนเข้ามาทำธุรกิจเองในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา จากที่เคยเป็นแต้มต่อให้กับสินค้าไทย ก็เริ่มเสียเปรียบเมื่อคนจีนทำเองขายเอง
               

       “ตอนนี้มีคนจีนเข้ามาตั้งบริษัทในประเทศไทยมากขึ้น สินค้าบางอย่าง เช่น พวกยาหม่อง หลายตัวที่เบื้องหลังคือคนจีน ทั้งที่แพ็กเกจจิ้งก็ดูเหมือนของไทยมาก แถมยังผลิตในไทยอีกต่างหาก แต่จริงๆ คือของคนจีน มีทั้งที่ตั้งแบรนด์ขึ้นมาใหม่ และอีกประเภทคือพยายามลอกเลียนแบบให้ใกล้เคียงของไทย ทำให้นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยเขาแยกไม่ออก สมัยก่อนคนไทยผลิตเราสร้างแบรนด์ คนจีนมาเห็นสินค้าน่าสนใจก็เอาไปทำตลาดที่จีนให้ ก็แฮปปี้ฮันนีมูลกันมาหลายปี แต่วันนี้คนจีนเขามาเป็นเจ้าของเองแล้ว เพราะมองว่าตั้งโรงงานที่ไทยก็ไม่ได้ต้นทุนสูงอะไร เลยทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งสถานการณ์นี้เกิดขึ้นหนักๆ ตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา” ชฎากรบอก
 





        โจทย์หินคือตลาดจีนต้องเรียนรู้ใหม่ตลอดเวลา
               

        โจทย์ต่อมาคือ ตัวผู้ประกอบการเอง ชฎากร บอกว่า การทำตลาดที่เมืองจีนนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่ผู้ประกอบการไทยชอบที่จะทำแบบน้อยๆ ค่อยๆ ทำ ซึ่งเป็นการยากที่จะเห็นผลในตลาดจีน


          “การทำตลาดในจีนต้องวางแผนแบบละเอียดมากๆ และทำทีเดียว เพราะถ้าทำน้อยๆ มันจะเหมือนหยดน้ำลงทะเล ไม่เห็นผลอะไร นี่เป็นเรื่องการใช้งบกับประสิทธิภาพที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัญหามาสักพักแล้วในการทำตลาดที่จีน แต่หลังๆ ทำไมมันดูหนักขึ้น เนื่องจากว่าคนจีนใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น การใช้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer)  การรีวิวต่างๆ ก็มีผลมากขึ้น ฉะนั้นจึงทำให้ต้นทุนการทำตลาดสูงขึ้นตามมา


      “ขณะที่พฤติกรรมคนจีนและสื่อก็เปลี่ยนไปจากเดิม ผู้บริโภคจีนเข้าใจยาก เพราะเขาเปลี่ยนเร็วมาก และสื่อก็เปลี่ยนเร็วเช่นกัน อย่างเมืองไทยเราใช้เฟซบุ๊กมานานมาก ก็ยังไม่ค่อยมีโซเชียลมีเดียตัวไหนมาแทน แต่ที่เมืองจีน เบอร์ 1 กับ 2 อาจไม่เปลี่ยน แต่เบอร์ 3-4-5-6 นี่เปลี่ยนทุกครึ่งปีเลย แล้วด้วยกฎหมายเขาแรง ฉะนั้นบางมีเดียใช้อยู่ดีๆ วันหนึ่งอาจถูกปิดได้ เพราะรัฐบาลเห็นว่าคอนเทนต์ไม่เหมาะสม พักก่อน รอตรวจสอบให้เรียบร้อยก่อน  ฉะนั้นการทำตลาดจีนต้องเข้าใจผู้บริโภคไม่พอ แต่ต้องเข้าใจสื่อให้ดีด้วย”
 


      คู่แข่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ต้องหาจุดยืนของแบรนด์ให้เจอ


      ชฎากร บอกว่า มีผู้ประกอบการหลายรายที่ยังไม่เคยไปทำตลาดที่จีน ยังไม่ค่อยเข้าใจด้วยระบบหลายๆ อย่าง ก็อาจยังมีความคิดแบบแฟนตาซีว่า ขอแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ ของตลาดจีน ก็รวยแล้ว แต่จริงๆ มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น และคู่แข่งขันก็ไม่ใช่มีแค่แบรนด์ไทย เพราะวันนี้คนจีนเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกไม่ใช่แค่ประเทศไทย และสินค้าจากทั่วโลกก็มุ่งหมายไปตลาดเดียวกันคือประเทศจีน


      “เราจะบอกลูกค้าเสมอว่า บางครั้งสินค้าเราอาจจะมีเหตุผลที่ดีสำหรับให้คนไทยมาซื้อ แต่สำหรับตลาดจีนคุณต้องหาเหตุผลที่คนจีนจะซื้อให้ชัดเจน ว่าทำไมเขาต้องมาซื้อของไทย เพราะแต่ละปีคนจีนออกไปเที่ยวต่างประเทศปีละกว่า 100 ล้านคน เขามาไทยแค่ 10 ล้านคนเราตื่นเต้นมาก แต่นั่นอาจไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่เขาออกไปเที่ยวต่างประเทศด้วยซ้ำ ฉะนั้นเราไม่ได้กำลังแข่งกับสินค้าไทยในจีน หรือสินค้าจีนเอง แต่เรากำลังแข่งกับทั่วโลก” เธอบอก
นี่ยังไม่รวมสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่ทำให้ค่าเงินหยวนเปลี่ยน จู่ๆ สินค้าไทยก็ราคาแพงขึ้น โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ


      เมื่อถามว่าแล้วแบรนด์ไทยจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ อย่างไร เธอบอกว่า ไทยยังได้เปรียบเรื่องความยูนีค มีเอกลักษณ์ และคุณภาพของสินค้าไทยยังเป็นที่ไว้วางใจของคนจีน  ฉะนั้นถ้าทำสินค้าให้ดีและทำการตลาดอย่างถูกต้อง ตลอดจนอัพเดทสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  ก็ยังคงมีโอกาสในตลาดจีน


      “กฎข้อหนึ่งที่ยังคงใช้ได้เสมอคือ การตลาดที่ดีที่สุดคือ สินค้าที่ดี กฎนี้ยังไม่ตาย” เธอย้ำ
 





       ตลาดจีนไปต่อไม่ไหว ลูกค้าคนจีนในไทยยังมีโอกาส

 

       วันนี้การทำตลาดจีนยากเย็นขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเจาะลูกค้าพันธุ์มังกรไม่ได้อีก ลองมาทำความรู้จักตลาดหอมหวานที่ซ่อนอยู่ อย่าง คนจีนในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะมีอยู่ราว 3-4 แสนคน โดยมาทำงานและเล่าเรียนในไทย ถามว่ากลุ่มนี้น่าสนใจอย่างไร ไปหาคำตอบกัน


      “ตอนนี้มีตลาดที่น่าสนใจคือ กลุ่มคนจีนที่อยู่ในเมืองไทย กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 3-4 แสนคน  ซึ่งอาจไม่ได้ใหญ่มาก แต่จะเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้กับคนจีน เพราะว่าคนจีนเขาก็จะเชื่อสิ่งที่คนกลุ่มนี้พูด เรียกว่าจะเป็นทั้งลูกค้าให้เราและยังเป็นคนรีวิวให้เราไปด้วยในตัว ที่สำคัญกลุ่มนี้ยังใช้งบประมาณในการทำตลาดไม่เยอะมาก ถ้าเทียบกับการไปเจาะตลาดลูกค้าคนจีนในประเทศจีน” ชฎากร บอกโอกาสในตลาดใหม่ ซึ่ง AVG Thailand เตรียมขยายบริการสู่กลุ่มนี้อย่างเต็มที่ในปีหน้า


     เมื่อถามว่าสินค้าหรือบริการแบบไหนคือโอกาส เธอบอกว่า คือกลุ่มบริการ อย่างพวก ร้านอาหาร สปา รวมถึงสินค้ากลุ่มของฝากของที่ระลึก ที่คนจีนต้องซื้อเมื่อมาประเทศไทย


      “การทำตลาดกับคนจีนที่อยู่ในเมืองไทยนี่จะเห็นผลทันที เช่น ยิงโฆษณาออกไปปุ๊บ คนจีนมากินหรือใช้บริการทันที ไม่ต้องรอ อย่างสมัยก่อนเราทำการตลาดออกไป ต้องรออีก 1-2 เดือน กว่าเขาจะมาเมืองไทย บางครั้งถึงตอนนั้นเขาอาจลืมเราไปแล้วก็ได้ แต่นี่เรายิงหาคนจีนในเมืองไทย เขาสามารถมาหาเราได้ทันที และใช้งบประมาณไม่สูงด้วย  สำหรับกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถทำได้ ยกตัวอย่าง ร้านอาหาร คือให้คนจีนสามารถมาทานที่ร้านในราคาพิเศษ แลกกับการช่วยรีวิวให้ ให้คอมเมนต์ที่ดีในแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาจะไปบอกต่อให้กับคนจีนในประเทศเขา ซึ่งนั่นจะเป็นพลังเสียงที่ดีมาก” เธอบอก


      เมื่อไปจีนยากขึ้นก็ลองวกกลับมาหาลูกค้าคนจีนในประเทศไทยดูสักตั้ง ซึ่งยังมีโอกาสให้ SME ไทยอีกเยอะมาก
 




www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
Share:

Related Articles

​เปลี่ยนเกมรุก! เจาะตลาดจีนยุคใหม่ ขายอะไร ใช้กลยุทธ์ไหนให้รุ่ง

แม้การทำธุรกิจในประเทศจีนจะยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ แต่จีนก็ยังเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทย โดยจีนยังคงเป็นตลาดหลักอันดับ 1 ทั้งในภาคการส่งออกสินค้าไทยไปขาย..

by SME Thailand.| 12 พย. 2019

​วิบากกรรมโรงแรมฮ่องกง! ประท้วงยืดเยื้อธุรกิจอ่วมหนัก ห้องว่าง 80% ค่าเช่าเหลือหลักร้อย

อัตราการเข้าพักลดลงเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ราคาห้องพักบางแห่งถูกเฉือนเหลือแค่คืนละ 9 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือแค่ 200 กว่าบาทเท่านั้น

by SME Thailand.| 11 พย. 2019

​โตไม่หยุด! ชาวมิลเลนเนียลปลุกตลาดสินค้าหรูมือสองคึกคักทั่วโลก

สินค้าหรูมือสองกำลังกลายเป็นกระแสหลัก และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มมิลเลนเนียล และ Gen Z โดยเป็นกลุ่มที่สร้างความตระหนักรู้ ..

by SME Thailand.| 06 พย. 2019