เปิดประตูสู่ธุรกิจการค้าสินค้าในตลาดอาเซียน

by smethailandclub 22 กย. 2015
Share:
 



เรื่อง  ดร.นิ่มนวล ผิวทองงาม 
 
  ปีนี้แล้วนะคะที่สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้กำหนดให้เกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดการเป็นตลาดเดียว และฐานการผลิตเดียว หลายๆ ท่านคงตั้งตารอว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกำหนดนี้มาถึงตอนสิ้นปี เท่าที่เห็นจากการไปบรรยายให้ผู้ฟังหลากธุรกิจ หลายวิชาชีพ ในประเทศไทย และต่างประเทศ เป็นหลักหมื่นกว่าคนในรอบสามปี 


    สิ่งที่ได้พบคือ จะมีคนที่สนใจเรื่องการเข้าสู่เออีซี แต่นั่งรอให้ถึงกำหนดสิ้นปีนี้ บ้างก็เตรียมตัวแล้ว บ้างก็ไม่รู้ว่าตนจะได้ประโยชน์อะไรจากเออีซี และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว การได้ประโยชน์จากการค้าสินค้าที่เสรีระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนนั้นได้เริ่มกันมากว่า 23 ปีแล้ว และไม่ต้องรอให้เป็นเออีซีก่อนแล้วค่อยทำการค้ากับประเทศสมาชิกอาเซียน 


    โดยการเริ่มจากการทยอยลด และขจัดอุปสรรคทางการค้า ทั้งที่อยู่ในรูปภาษีและมิได้อยู่ในรูปภาษี เช่น การจำกัดโควตา หรือการมีกฎระเบียบภายในประเทศที่ทำให้สินค้าจากประเทศอาเซียนอื่นๆ เข้าสู่ตลาดได้อย่างมีข้อจำกัด ภายใต้ความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟต้า (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ซึ่งในแต่ละปีประเทศสมาชิกจะเสนอรายการสินค้าที่ต้องการจะลดภาษีระหว่างกัน จนกระทั่งเมื่อปี 2553 ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ได้ลดภาษีในสินค้ากว่า 99.86% ที่อยู่ในกรอบการขจัดอุปสรรคทางการค้าในรูปภาษีจนเหลือ 0% สำหรับประเทศสมาชิกใหม่ คือ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์มีกำหนดการลดภาษีศุลกากรให้แก่สินค้าจากประเทศสมาชิกอาเซียนให้เหลือ 0% ในสิ้นปีนี้ 


    เชื่อไหมคะว่าคนกว่าร้อยละ 85 ไม่ทราบว่าจะใช้ประโยชน์จากการเปิดการค้าสินค้าที่เสรีได้ หรือทราบแต่มีความเข้าใจผิดคือคิดว่า ผลิตสินค้าอะไรก็สามารถใช้สิทธิไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรเมื่อลงของไปขายในประเทศสมาชิกอาเซียน 


 





    วันนี้เรามาทำความเข้าใจเสียใหม่นะคะว่า การที่ผู้ผลิตสินค้าจะได้รับสิทธิพิเศษภายใต้เออีซีนั้น ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี และสามารถใช้สิทธิได้เลย แต่ไม่ใช่สินค้าอะไรก็ใช้สิทธิได้นะคะ สินค้านั้นจะต้องเป็นสินค้าที่ผ่านกฎเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียน (ASEAN Rules of Origins) ซึ่งกำหนดว่าสินค้าที่จะใช้สิทธิพิเศษทางภาษีของอาเซียนนั้นจะต้องได้รับการรับรองว่ามีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศสมาชิกอาเซียน โดยการได้รับใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ที่เรียกว่า ฟอร์มดี (Form D) ซึ่งเป็นเอกสารที่ยืนยันว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าอาเซียน หรือ ASEAN Product 


    สำหรับประเทศไทยผู้ผลิตสินค้าสามารถไปขอใบรับรองดังกล่าว หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องรายละเอียดของกฎเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้าของอาเซียนได้ที่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการพิสูจน์แหล่งกำเนิดว่าเป็นสินค้าที่เกิดหรือผลิตในประเทศสมาชิกอาเซียนมีสองหลักสำคัญคือ หลักเกณฑ์เรื่องการผลิต หรือการได้มาทั้งปวงในประเทศสมาชิก เช่น ผลไม้ สินแร่ น้ำมัน พืชผลทางการเกษตร สัตว์ต่างๆ ซึ่งได้มาทั้งหมดจากประเทศอาเซียน ผู้ส่งออกสินค้านั้น ก็สามารถไปขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าได้ 


 



    อีกหลักเกณฑ์หนึ่งคือ สัดส่วนการผลิตของสินค้าต้องผลิตในประเทศสมาชิกอาเซียนที่เป็นผู้ส่งออกสุดท้าย และส่วนประกอบของสินค้านั้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ต้องมีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อสินค้านั้นได้รับฟอร์มดีแล้ว จะต้องได้รับการขนส่งโดยตรงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนผู้นำเข้า เท่านี้สินค้าของท่านก็ได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีในกรอบของอาเซียนแล้วค่ะ หลายๆ ท่านที่บ่นว่าสินค้าเราราคาถูกสู้ของจากประเทศจีนไม่ได้ ก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการลดต้นทุนสินค้าโดยการทำให้คุณภาพต่ำลงเพื่อเป็นการลดต้นทุน อย่างนี้คิดใหม่เลยนะคะ เพราะสินค้าของไทยได้ชื่อว่าเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเพื่อนบ้านเราทั้ง กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ซึ่งนิยมใช้ของไทยเพราะถือเป็นของมีคุณภาพดี แล้วท่านจะมาลดเกรดของสินค้าไปแข่งกับสินค้าจีนก็คงเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบไม่เหมาะเลยค่ะ 


    อยากให้ท่านลองคิดถึงการใช้ประโยชน์จากการค้าสินค้าที่เสรีในอาเซียน และทำสินค้าของท่านให้ได้รับการรับรองว่าเป็น ผลิตภัณฑ์ของอาเซียน จะได้ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า ต้นทุนก็จะถูกลง ตัวอย่างเช่น บริษัทโชติช่วงส่งสินค้าปลากระป๋องไปขายที่มาเลเซียต้นทุนที่นำเข้าคือ 10 บาท สินค้าประเภทเดียวกันจากจีนมีต้นทุนก่อนเสียภาษีอยู่ที่ 8 บาท สินค้านี้จะต้องเสียภาษีศุลกากร 30% ยังไงปลากระป๋องจากจีนก็ถูกกว่าสินค้าจากไทย แต่ถ้าบริษัทนี้ไปขอใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า คือ ฟอร์มดี และขนส่งสินค้าตรงจากไทยไปประเทศมาเลเซีย ก็ไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า 30% เท่านี้สินค้าไทยก็ถูกกว่าสินค้าจีนแล้วล่ะค่ะ เห็นไหมคะว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากเออีซีได้เลย ไม่ต้องรอ 

 



    แต่ถ้าสินค้าของท่านไม่เข้ากฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า คือ มีองค์ประกอบของวัตถุดิบจากอาเซียนไม่ถึง 40% ท่านก็ต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบใหม่จากประเทศอาเซียนอื่นเพื่อที่จะนำมานับรวมให้ได้ครบ 40% เวลาจะนำเข้าสินค้าจากประเทศอาเซียน ให้ขอฟอร์มดีจากผู้ขายมาด้วยนะคะ เพื่อที่จะได้รับประโยชน์ไม่เสียภาษีตอนนำเข้าประเทศไทย และยังจะได้นำไปนับรวมกันให้ได้ 40% ด้วยดังที่อธิบายไว้ข้างต้น ถ้าอยากรู้ว่าอัตราภาษีของสินค้าที่ท่านต้องการส่งไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น สามารถสอบถามได้ที่กรมการค้าต่างประเทศ สำหรับอัตราภาษีนำเข้าก็เข้าไปเช็กที่เว็บไซต์ของกรมศุลกากรได้เลยค่ะ  

    ดังนั้นรีบไปเตรียมตัวใช้สิทธินี้กันเลยนะคะ ตลาดอาเซียนมีคนตั้ง 600 ล้านคน รีบเข้าไปจองตลาดแต่เนิ่นๆ  รับรองรุ่งค่ะ อย่าลืมเอากุญแจทอง (ฟอร์มดี) ไปเปิดประตูสู่ตลาดอาเซียนด้วยนะคะ 


•    บทความจากวารสาร K SME Inspired เล่ม 33

www.smethailandclub.com ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020