บุกที่มั่น ‘สายชล เพยาว์น้อย’ ตำนานผู้ปลุกโลกกาแฟให้ตื่น ในวันที่บ้านใร่ฯ เงียบหายจากวงการ

by SME Thailand. 20 ธค. 2019
Share:
TEXT : กองบรรณาธิการ
 


 

 
Main Idea
 
  • ย้อนเวลากลับไปใน ปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยล้มไม่เป็นท่า ช่วงเวลานั้นสายชลกลับสร้างร้านกาแฟสดที่เข้ามาพลิกโลกกาแฟให้เปลี่ยนไปตลอดกาล
 
  • ปัจจุบันร้านบ้านใร่กาแฟเหลืออยู่ 14 สาขาด้วยกัน แต่สิ่งที่ยังคงติดตรึงอยู่ในคนส่วนใหญ่คือชื่อของ “บ้านใร่กาแฟ” ที่กลายเป็นแบรนด์ระดับตำนาน พิพิธภัณฑ์บ้านใร่กาแฟ จึงกลายเป็นจุดนัดพบของแฟนคลับและมิตรรักแฟนกาแฟ
 

 
 
     “สวัสดีครับ มาทางนี้ครับ กำลังจะโชว์คั่วกาแฟรอบที่ 2 แล้ว เชิญมาทางนี้ได้เลยครับ”


     เสียงประกาศผ่านไมค์ที่เชิญชวนให้คนในตลาดโรงคั่วกาแฟได้มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าเครื่องคั่วกาแฟโบราณ นี่คือเสียงของชายในตำนาน สายชล เพยาว์น้อย’ ผู้ที่ปลุกโลกกาแฟให้ตื่นด้วยการสร้างแบรนด์ “บ้านใร่กาแฟ” ในยุคที่คำว่า ‘กาแฟสด’ ยังไม่เกิดขึ้น





     ย้อนเวลากลับไปใน ปี พ.ศ. 2540 ช่วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยล้มไม่เป็นท่า ช่วงเวลานั้นสายชลกลับสร้างร้านกาแฟสดที่เข้ามาพลิกโลกกาแฟให้เปลี่ยนไปตลอดกาล จากเดิมที่มีเพียงแค่กาแฟกระป๋องหรือกาแฟตู้กด แต่สายชลกลับนำเอาวิถีกาแฟของชาวบ้านที่เคยพบเจอระหว่างการเดินทางในจังหวัดภาคอีสานมาประยุกต์ให้กลายเป็นสไตล์บ้านใร่กาแฟแล้วขยายธุรกิจไปตามปั๊มน้ำมัน เป็นใบเบิกทางสู่อาณาจักรบ้านใร่กาแฟ ในยุคนั้นคงไม่มีใครไม่รู้จักร้านกาแฟทรงสามเหลี่ยมที่อยู่ในปั๊ม JET แบรนด์นี้


     “เราสร้างให้มันเกิด เปิดตลาดใหม่ในสิ่งที่คนมองไม่เห็น เริ่มแรกก็เดินไปขอปั๊ม ต้องอธิบายว่ากาแฟสดคืออะไร เพราะยังไม่มีใครเข้าใจ สุดท้ายได้ที่แรกที่คลอง 7 เราไล่ไปเลยตั้งแต่คลอง 1 แต่เพิ่งมีคนมารับสัญญาณเราได้ที่คลอง 7 เจ้าของปั๊มบอก ‘ก็ลองดู เอาเลยทำเลย’ จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายสาขาไปเรื่อย จำได้เลยวันแรกขายได้ 38 แก้ว จากนั้นปั๊ม JET ก็มาดู ถามว่าเราทำอะไร เราบอกขายกาแฟสดครับ ขายความสุนทรีย์ครับ ไม่ได้แก้ง่วงอย่างเดียว แต่ต่อไปกระท่อมไม้หลังนี้จะเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วเป็นไง ทุกวันนี้ร้านกาแฟสดมันเต็มไปหมดแล้วจริงๆ จากเมื่อก่อนเราทำอยู่ร้านเดียว มันคือความภูมิใจของเราแม้จะไม่มีความหมายใดๆ กับคนอื่นก็ตาม” เขาบอก





     บ้านใร่กาแฟเข้าสู่ยุครุ่งเรืองด้วยสาขาที่มากถึง 110 สาขา กระจายอยู่ทั่วไปตามปั๊ม JET แต่แล้วมรสุมครั้งที่ 1 ก็เข้ามาเยือนสายชล เมื่อครั้งที่ปั๊ม JET ขายตัวเองให้กับปตท. และไม่ต่อสัญญากับบ้านใร่กาแฟอีกทั้งยังมองเห็นโอกาสร้านกาแฟในปั๊มจึงสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา หลังจากนั้นสายชลจึงลงทุนจำนวนมากในการยกร้านกาแฟบ้านใร่ทั้งหลังไปเปิดตลาดใหม่นอกปั๊มน้ำมันและยังคงตัวเองไว้ได้ทั้งหมด 40 สาขา ซึ่งช่วงนั้นเองสายชลได้ใช้เงินไปกว่า 40 ล้านบาทในการลงทุน มรสุมลูกที่ 2 มาเคาะประตูอีกครั้งในช่วง ปี พ.ศ. 2550 – 2552 ที่เริ่มมีการประท้วงใหญ่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ พร้อมกับตลาดเปลี่ยน โลกเปลี่ยน คู่แข่งหน้าใหม่เยอะขึ้น จึงเข้าสู่ภาวะถดถอย ร้านไหนขาดทุนก็ทยอยปิดตัวลงไป ในตอนนั้นเองสายชลได้เกษียณตัวเองกลับมาสานฝันที่บ้านเกิด ณ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี





     ปัจจุบันร้านบ้านใร่กาแฟเหลืออยู่ 14 สาขาด้วยกัน แต่สิ่งที่ยังคงติดตรึงใจคนส่วนใหญ่คือชื่อของ ‘บ้านใร่กาแฟ’ ที่กลายเป็นแบรนด์ระดับตำนาน พิพิธภัณฑ์บ้านใร่กาแฟ จึงกลายเป็นจุดนัดพบของแฟนคลับและมิตรรักแฟนกาแฟ นอกจากนี้สายชลยังสร้างตลาดโรงคั่วกาแฟที่เต็มไปด้วยสินค้าโบราณจากชาวบ้านในชุมชนพร้อมทั้งอาหารพื้นบ้านรสชาติอร่อย ที่สำคัญยังมีกาแฟที่คั่วสดผ่านเครื่องคั่วโบราณมาให้คุณได้ลิ้มรสชาติแบบนุ่มลึกละมุนลิ้นด้วย





 

     ในวันที่ทีมงาน SME Thailand เดินทางไปพบสายชล ก็ได้เห็นบรรยากาศที่อบอุ่นของผู้คนที่แวะเวียนกันเข้ามาเพื่อพบปะสายชลแบบไม่ขาดสาย หากถามว่าวันนี้สายชล เพยาว์น้อย ที่อดีตเคยออกสื่อไม่เว้นวัน หายหน้าหายตาไปไหน คงตอบได้เลยทันทีว่าเขากำลังทำในสิ่งที่รักอยู่ ณ บ้านเกิด


     “เรากลับมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 แล้วพัฒนาตรงนี้ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์และสำนักงานมากว่า 10 ปีแล้ว เรากลับมาทำตามความฝัน พอเราออกมาอยู่ที่นี่ก็มีน้องๆ ขึ้นมาเป็นผู้บริหาร ยังคงมีการประชุมกับเราอยู่เดือนละครั้ง สิ่งที่เราทำตอนเกษียณคือทำในสิ่งที่ไม่เป็นธุรกิจ เราปลูกข้าวโบราณ มาพัฒนาให้หนองแซงเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทำงานสังคม มีคนมาฟังเราบรรยาย ไม่เข้าเมืองเลย คนถึงได้เห็นว่าสายชลหายหน้าไป”





     โดยสายชลได้เล่าถึงมรสุมหนักอีกครั้งของชีวิต นั่นคือในช่วง ปี พ.ศ. 2560 เดือนเมษายน ได้เกิดไฟไหม้โรงคั่วกาแฟเสียหายหนัก ส่งผลให้วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะวางขายอย่างกาแฟพร้อมชงดื่มหรือแม้แต่เครื่องคั่วและอุปกรณ์ทั้งหมดสูญสลายไปกับเปลวเพลิง นี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตของชายที่ชื่อสายชล


     “แค่ชั่วโมงเดียว โรงคั่วขนาด 1 ไร่ มีเสา 110 ต้น หายไปหมดเลย โรงคั่วเราเป็นโรงคั่วโบราณ โครงเป็นไม้ วันนั้นอากาศมันร้อนจัด เราก็คั่วกาแฟปกติ เรายืนดูอยู่ ปรากฏว่าไฟลุกเป็นผักบุ้งไฟแดงเลย เราทำกาแฟมา 20 กว่าปีไม่เคยเจอ คิดเอาเองว่าคุณสมบัติกาแฟเปลี่ยนไป น้ำมันเยอะขึ้น เดาเอานะ เพราะไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ทีนี้ของทุกอย่างไปหมดเลย ที่เหลืออยู่คือที่เที่ยว พิพิธภัณฑ์ ปัญหาคือที่ผ่านมาเราไม่ได้มีทุน ไม่ได้ทำประกัน เราเลยไม่สามารถฟื้นคืนมันกลับมาได้ ก่อนหน้านี้เราลงทุนไปกับการปิดสาขาในปั๊ม ใช้หนี้เยอะ พอมาตรงนี้มันเลยหนัก สาขาก็เหลือน้อย เอกมัยก็ปิดตัว ทุกวันนี้เราจึงต้องรอเวลา มองหาผู้ร่วมทุนเพื่อที่จะให้แบรนด์บ้านใร่กาแฟได้ถูกขยายอีกครั้ง”





     จากบททดสอบชีวิตที่หนักหน่วงหลายครั้ง สายชลได้พูดถึงวิธีการซ่อมตัวเอง เพื่อทำให้เขาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง พร้อมทั้งทัศนคติที่เป็นบวก ส่งผลให้ชีวิตของสายชลยังไม่หยุดเคลื่อนไหว แม้ว่าจะเจอเรื่องราวที่หนักหนาเท่าไหร่แต่สายชลยังคงเป็นนักสู้ที่เข้มแข็ง


     “เราต้องมีทัศนคติที่เป็นบวกแต่ไม่เว่อ ต้องรู้จักตัวเอง รู้เสมอว่าเราเป็นใคร ถามว่าประคองตัวเองได้ยังไง เราต้องซ่อมตัวเอง ถ้าซ่อมตัวเองได้ ชีวิตจะปลอดภัย เช่น ร้องไห้ แต่อย่าเว่อ เขียนจดหมายออกไปหรือตะโกนมันออกไป ถ้าคุณไม่ซ่อมตัวเองก็อาจจะกลายเป็นซึมเศร้าไปเลย เราเองคิดไว้เสมอว่าไม่มีอะไรอยู่ตลอดไป เดี๋ยวก็จากเราไป เราจึงไม่วัตถุนิยมแต่ก็ไม่ได้สมถะ นั่นเป็นสิ่งที่หลอมให้เราอยู่ทุกวันนี้ได้ ตอนไฟไหม้เราเห็นกับตา ตอนนั้นก็ห่วงว่าตัวเองจะเป็นซึมเศร้าไหม กลิ่นไหม้และความร้อนจะระอุในดินเป็นอาทิตย์ มันก็บ่มเราอยู่อย่างนี้ เราก็ถามตัวเองตลอด เป็นอะไรไหม โชคดีว่าไม่เป็นไร แต่ก็ร้องไห้ น้ำตาไหลตอนอยู่คนเดียว เราต้องซ่อมตัวเอง และมองไปที่เป้าหมายข้างหน้า วันนี้อาจจะต้องตั้งเป้าเล็กๆ ก่อน แบรนด์เรายังมีคุณค่า เพียงแค่ต้องรอเวลา แล้วก็ไม่ซ้ำเติมตัวเองจนเกินไป”





     “รักเพียงหนึ่งได้ซึ้งใจคน” หนึ่งในท่อนของเพลง “หลีกทางรัก” ที่สายชลได้หยิบยกเอามาเปรียบเปรยถึงแบรนด์บ้านใร่กาแฟว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเขาเคยได้มีรักครั้งหนึ่งนั่นคือการสร้างแบรนด์บ้านใร่กาแฟจนเข้าไปอยู่ในใจของผู้คนมากมาย ตามคำร้องของบทเพลง ‘รักเพียงหนึ่งได้ซึ้งใจคน’ และหากจะให้สายชลย้อนเวลากลับไป ชายคนนี้ก็คงเลือกทำสิ่งเดิม เลือกทางเดินเดิมเพราะเขาเคารพในเส้นทางชีวิตของตัวเอง


     “ถามว่าอยากกลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไหม คงไม่ ผมเคารพเส้นทางของชีวิต ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้ แต่ถ้าใครบอกว่าถ้าวันนั้นทำแบบนั้นหรือถ้าวันนั้นทำแบบนี้แล้วชีวิตคงไม่เป็นแบบนี้ มันก็พิสูจน์ไม่ได้เหมือนกัน เราจึงเคารพในเส้นทางชีวิตของตัวเราเองที่เราเลือกเอง ถ้าเลือกทางคอนกรีตมันอาจจะไปถึงจุดหมายเร็วกว่าก็จริงแต่เราเลือกมาทางเกวียน ถึงจะขรุขระแต่สองข้างทางมันสวยงาม”








     ชีวิตในทุกวันนี้ของสายชลคือการดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านใร่กาแฟ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต เปิดให้คนเข้ามาดูและสัมผัสทุกเรื่องราวของบ้านใร่กาแฟ นอกจากนี้ยังมีตลาดโรงคั่วกาแฟ ที่คุณจะได้พบเจอสายชลทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เดินพูดคุยผ่านไมโครโฟนและต้อนรับมิตรรักแฟนกาแฟอย่างอบอุ่น อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือการประคับประคองร้านกาแฟบ้านใร่ที่ยังคงอยู่และรอคอยวันที่แบรนด์บ้านใร่กาแฟจะกลับมาอีกครั้งเมื่อวันที่ทุกอย่างเป็นใจ 
 
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 
Share:

Related Articles

​รู้จัก “พรรัตภูมิ” ฟาร์มไก่ไข่บ้านๆ ที่พลิกวิกฤตจากเกือบเจ๊ง! ให้โตรุ่งด้วย IoT

“พรรัตภูมิ ฟาร์ม” ฟาร์มไก่ไข่ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 46 ปี แต่เกือบต้องปิดกิจการลง เพราะผลกระทบจากระบบทุนนิยม ที่ผู้เล่นรายใหญ่ ทุนหนากว่า มักได..

by SME Thailand.| 29 มค. 2020

​ฟัง “อาริยะ คำภิโล” แห่ง โจนส์สลัด แนะวิธีทำธุรกิจท่ามกลางหมอกหนา..ไม่รู้อนาคต

วันนี้โลกการทำธุรกิจไม่เหมือนกับยุคก่อนที่เวลามองไปข้างหน้ายังพอเห็นทางที่ชัดเจนว่าควรจะเดินไปทางไหน แต่ตอนนี้เวลามองไปข้างหน้าจะเป็นทางที่มีหมอกหนา..

by SME Thailand.| 27 มค. 2020

​ถอดรหัส “ไร้ท์ โซลูชั่น” พลิกธุรกิจให้โตไม่หยุดด้วยกลยุทธ์ “คิด” และ “ทำ” ให้ต่าง

วันนี้ธุรกิจ SME ต้องเจอกับความท้าทายที่เท่าทวีขึ้นทุกวัน แต่หากเปลี่ยนความคิดและมุมมอง SME ก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่โตไม่หยุดฉุดไม่อยู่กับเขาได้เหม..

by SME Thailand.| 23 มค. 2020