“Vegan Leather” หนังวีแกนรักษ์โลก ที่เกิดมาเพื่อเขย่าใจคนยี้เนื้อและสายกรีน

by SME Thailand. 11 กย. 2020
Share:
TEXT: วันวิสา งามแสงชัยกิจ





Main idea
 
 
  • Infinium Global Research บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและการวิจัยตลาด คาดว่า ตลาดหนังวีแกนจะสร้างมูลค่าได้สูงถึง 89.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 และมีอัตราการเติบโตต่อปี 49.9 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่คาดการณ์ (2562 - 2568)
 
  • แม้หนังแท้จะยังคงมีบทบาทชัดเจน แต่หนังเทียมปลอดจากสัตว์ก็ได้เริ่มขยับตัวมายืนแถวหน้า ซึ่งมีความต้องการทั่วโลก และขยายการใช้งานเพิ่มขึ้นจากวงการแฟชั่นอย่างเสื้อผ้า กระเป๋า ไปจนถึงอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ และยังคอยผู้ประกอบการหัวสร้างสรรค์ให้มาร่วมเป็นหนึ่งในผู้เล่นหัวใจสีเขียว 



     
      หากให้คิดว่า อะไรคือสิ่งที่มีการซื้อขายมากที่สุดในโลก หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น “หนัง” เพราะไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหน หนังก็เป็นวัสดุที่ถูกหยิบมาใช้อยู่เสมอ จึงไม่น่าแปลกใจว่าตัวช่วยอเนกประสงค์ที่พบเห็นได้รอบตัวนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าได้สูงกว่า 80 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่สิ่งที่ลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ที่มาของวัสดุนี้นั้นต้องแลกกับเพื่อนร่วมโลกอย่างสรรพสัตว์ต่างๆ และการใช้สารเคมีรุนแรง ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นประเด็นปัญหาสำหรับนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์ แต่ยังรวมถึงนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกด้วย


      และเมื่อเรื่องของการรักษ์โลกยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ไม่ได้เป็นแค่กระแสแต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์อย่างหนึ่งของผู้คน ส่งผลให้การไม่ใช้เนื้อสัตว์เป็นองค์ประกอบ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การบริโภคเท่านั้น แต่ยังขยายมาถึงการอุปโภคหรือการใช้งานสินค้าต่างๆ ที่ต้องปลอดจากสัตว์อีกด้วย เราจึงได้เห็นบรรดาแบรนด์ต่างๆพากันพาเหรดโปรดักต์ที่ใช้หนังเทียมจากวัสดุธรรมชาติที่แปลกตามากขึ้น






     หนึ่งในนั้นคือ กระเป๋าหนังจากกระบองเพชร ผลงานของสองผู้ประกอบการจากประเทศเม็กซิโก Adrián López Velarde และ Marte Cázarez ที่ถ้าไม่บอกจะไม่รู้เลยว่า หนังที่เห็นนั้นทำมาจากพืชมีหนามในทะเลทราย โดยหนังวีแกนที่ได้มีชื่อว่า Desserto ซึ่งทำมาจากกระบองเพชรที่ปลูกในไร่ของพวกเขาที่รัฐซากาเตกัส





      อย่างที่รู้กันดีว่า กระบองเพชรมีผิวที่แข็งและหนา ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั้นดีที่ช่วยให้เลียนแบบหนังสัตว์ได้อย่างไม่มีที่ติ โดยกระบวนการจะเริ่มจากการตัดใบแก่ของต้นกระบองเพชรที่ปลูกแบบออร์แกนิก นำไปทำความสะอาด บดแล้วตากแดดให้แห้งเป็นเวลา 3 วันก่อนนำไปแปรรูป จากนั้นสามารถย้อมสีได้ตามธรรมชาติโดยใช้วิธีที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Adriano Di Marti ของพวกเขาเอง ซึ่งหนังวีแกนที่ได้เป็นทั้งออร์แกนิกและสามารถใช้งานได้นานเกือบทศวรรษ นอกจากนี้ บริษัทยังขยายไปสู่การทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเบาะรถยนต์ รองเท้า กระเป๋า และแม้กระทั่งเครื่องแต่งกาย และเพราะเป็นหนังออร์แกนิก จึงช่วยให้ระบายอากาศได้ดี ที่สำคัญยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเกือบทั้งหมด และไม่มีส่วนผสมของพลาสติก เรียกว่าเป็นอีกทางออกที่ดีที่ได้ทั้งใจคนสายวีแกนและไม่ทำร้ายโลก
 

     “ความคิดที่หยิบเอากระบองเพชรมาเป็นตัวชูโรงนั้นก็เพราะ พืชชนิดนี้ไม่ต้องการน้ำในการเติบโตแม้แต่หยดเดียว และยังมีอยู่มากมายทั่วทั้งเม็กซิโก ที่สำคัญ ยังเป็นสัญลักษณ์ของพวกเราชาวเม็กซิกันที่ไม่ว่าใครก็ต้องรู้จัก”
Adrián López Velarde ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Adriano Di Marti
 





     ข้ามจากดินแดนแห่งทะเลทรายมาสู่เกาะอังกฤษกันบ้าง เมื่อ Oliver Co. แบรนด์เครื่องประดับแบบวีแกนโดดเข้าร่วมวงด้วยการผลิตกระเป๋าสตางค์และซองใส่นามบัตรจากเศษแอปเปิลและไม้ เพื่อรวมความยั่งยืน การออกแบบ งานฝีมือ และใส่ใจสิ่งแวดล้อมไว้ในที่เดียวกัน   


       โดยในส่วนของหนังไม้นั้น จะใช้แผ่นไม้บางๆ ติดกับผ้าด้วยกาวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สมทบด้วยการใช้เลเซอร์สำหรับการแกะสลัก เพื่อสร้างผิวสัมผัสที่นุ่มเหมือนหนังจริง โดยไม้ที่ใช้นั้นมาจากป่าที่ได้รับการรับรองจากองค์กรอิสระพิทักษ์ป่า Forest Stewardship Council และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับหนังสัตว์ 1ตารางเมตร





     ในส่วนของหนังแอปเปิลนั้น จะทำจากแอปเปิลที่เป็นขยะ 50 เปอร์เซ็นต์ และยางสังเคราะห์โพลียูรีเทน (Polyurethane) อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการรวมกันของส่วนผสมทั้งสองนั้นช่วยสร้างให้เกิดวัสดุที่นุ่มและทนทาน โดยแอปเปิลที่ถูกเมินเหล่านี้ได้มาจากเมืองโบลซาโน ประทศอิตาลี ซึ่งการใช้ของเสียหรือของเหลือแบบนี้ช่วยให้มีการปล่อย CO₂ น้อยลงเมื่อเทียบกับหนังเทียมประเภทอื่นๆ





 
“เรื่องของความยั่งยืนนั้นไปไกลกว่าการมองแค่องค์ประกอบ ส่วนผสม วัตถุดิบ หรือวัสดุที่ใช้ในโปรดักต์”

Matt Oliver ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Oliver Co.
 

 

     นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ตลาดวีแกน หนังเทียม และรักษ์โลก สามารถรวมตัวและอยู่ด้วยกันได้ แค่ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะมองเห็นช่องว่างและเติมเต็มมันได้อย่างไรเท่านั้น   
 



 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 
 

 
Share:

Related Articles

​“DOU” น้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ติดแบรนด์ ไอเดียทายาทรุ่นใหม่อัพแวลูเมนูข้างทาง สร้างยอดขายปังข้ามจังหวัด

เคยคิดไหมว่าอยู่ดีๆ วันหนึ่งน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋อาหารเช้าที่เราคุ้นเคยกันดีนี้จะสร้างแบรนด์ขึ้นมาเปลี่ยนภาพจากน้ำเต้าหู้รถเข็นที่เคยเห็นยกระดับเป็นร..

by SME Thailand.| 23 เมย. 2021

​เจาะกลยุทธ์ “ผ้าน่านบุรี” ร้านผ้าไทยที่ขายดีเพราะไลฟ์สด เคยขายผ้าได้วันละกว่า 600 ตัว

วันนี้ถ้าบอกว่ามีคนไลฟ์ขายเสื้อผ้าได้วันละเป็นพันตัวคงเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน ในยุคที่เฟซบุ๊กเพิ่งเริ่มมีฟังก์ชันไลฟ์ (Live) ร้านข..

by SME Thailand.| 22 เมย. 2021

​แรงเกินต้าน “เบาะนอนทารกป้องกันเด็กไหลตาย" นวัตกรรมเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย แค่เปิดตัวออร์เดอร์จองเป็นร้อยชิ้น

จากการต้องเตรียมตัวเป็นคุณแม่ของ วรพร มุสิกบุตร (โจ) และวรฤดี มุสิกบุตร (โจ้) สองพี่น้องฝาแฝดที่บังเอิญตั้งครรภ์พร้อมๆ กัน จนเกิดเป็นนวัตกรรมเบาะนอน..

by SME Thailand.| 21 เมย. 2021