Text: Neung Cch.
“ใบปริญญามีไว้เพื่อหางานครับ ส่วน ‘ประสบการณ์’ มีไว้เพื่อหาเงิน”
ประโยคเรียบง่ายนี้คือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ ศุภกร เหล่าสุวรรณ หรือ “วิน” เด็กวัยรุ่นที่เลือกไม่เดินตามเส้นทางมหาวิทยาลัยเหมือนเพื่อนรุ่นเดียวกัน เขาเลือกเรียน Home School เพื่อเปิดบริษัท Lostinhatyai ออร์แกไนเซอร์ของตัวเองตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18
เพียงสองปีหลังจากนั้น เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตั้งคำถามว่า “ทำได้จริงเหรอ?” กลับกลายเป็นผู้ยืนคุมงาน HATYAI PRIDE Festival 2024 โปรเจกต์ที่ทำรายได้แตะหนึ่งล้าน และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลูกค้ารายใหญ่เริ่มมองเห็นศักยภาพของออร์แกไนเซอร์ Gen Z
เรื่องราวของวินคือกรณีศึกษาที่ชวนตั้งคำถามใหม่ว่า เมื่อทักษะเดินนำวุฒิ และไอเดียวิ่งแซงอายุ เรื่องราวของวินจึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่ชวนมองลึกว่า เส้นทางของคนที่เลือกเดิมพันกับประสบการณ์ตั้งแต่ยังไม่ถึงยี่สิบ สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร?
จากกล้องตัวแรก สู่โมเดลธุรกิจที่ไม่มีใครคิด
เมื่อย้อนกลับไปเกือบสิบปีก่อน วินยังเป็นเพียงเด็ก ป.5 ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่บน YouTube ดูคลิปของ My Mate Nate ด้วยสายตาเป็นประกาย ที่อยากลองทำแบบนั้นบ้าง แต่ยังขาดอุปกรณ์ โชคดีที่พ่อแม่เลือก ลงทุนให้ลูกลองทำจริง ซื้อกล้องตัวแรกให้ตอนประถม และซื้อโดรนให้ในปีถัดมา
งานแรกของเขาคือการถ่ายภาพงานคริสต์มาสของโรงเรียนแสงทองวิทยา ตัดต่อด้วยโปรแกรมฟรีอย่าง Windows Movie Maker ไม่สวยงาม ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ “พอร์ตแรกในชีวิต”
เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยม โรงเรียนมีวิชา Innovation ให้ลองทำโปรเจกต์จริง ได้ฝึก Photoshop และออกแบบ เขาดูดซับทุกอย่างอย่างรวดเร็ว จากงานเล็กๆ ในโรงเรียน ขยับไปสู่งานภายนอก ทำคลิปให้อินฟลูเอนเซอร์ รับงานโปรดักชัน ไปจนถึงเริ่มมีคนจ้างให้ทำอีเวนต์
“ผมไม่ได้คิดจะเปิดบริษัทเลย” วินย้ำ “แต่พอได้จัดงานครั้งแรกแล้วรู้สึกว่า…อ้อ นี่แหละสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับผม”
การตัดสินใจที่เปลี่ยนทุกอย่าง: ไม่เรียนต่อ เปิดบริษัทเต็มตัว
เมื่อเรียนจบมัธยมปลาย วินเลือกเส้นทางที่สวนกระแสสังคม เขาย้ายมาเรียน Home School ด้วยเหตุผลคือ เพื่อให้มีเวลาทำงาน และตัดสินใจบอกพ่อแม่ตรงๆ ว่า จะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย
เขายอมรับด้วยรอยยิ้มว่า “มีดราม่าช่วงหนึ่ง แต่เป็นดราม่าความห่วงใย ไม่ใช่การห้ามปราม”
เพื่อให้ครอบครัวเชื่อ เขานำเสนอแผนงานแบบเดียวกับที่ใช้คุยกับลูกค้า
วิเคราะห์ต้นทุน 4 ปีของการเรียนมหาวิทยาลัย ที่ต้องใช้ตั้งแต่ค่าหอ ค่ากิจกรรม ไปจนถึงค่าเดินทาง ฯลฯ รวมแล้วแตะหลักล้าน แต่ผลตอบแทนคือ จบมาเพื่อรับเงินเดือนเริ่มต้นเพียงหลักหมื่น
สำหรับวิน นั่นคือการลงทุนที่ “ไม่คุ้ม” เมื่อเทียบกับโอกาสที่เขากำลังถืออยู่
“ใบปริญญามีไว้เพื่อหางานครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่รู้เส้นทางของตัวเอง ส่วน 'ประสบการณ์' มีไว้เพื่อหาเงินครับ เมื่อผมรู้เส้นทางที่ชัดเจนแล้ว การลงทุนในประสบการณ์ตรงจึงสำคัญกว่า”
แต่เขาก็รู้ดีว่าเส้นทางผู้ประกอบการไม่ได้เดินเดี่ยว สิ่งแรกที่ทำคือการไปถามรุ่นพี่ที่เปิดบริษัทมาก่อนว่า ต้องเริ่มต้นยังไง ควรคุยกับพ่อแม่แบบไหน และต้องรู้อะไรบ้างถึงจะไม่พลาด
“ผมโชคดีที่มีรุ่นพี่ที่ทำบัญชีคอยช่วยเป็นที่ปรึกษา และมีรุ่นพี่ทนายช่วยดูเรื่องกฎหมาย” เขาเล่า “บางอย่างเราไม่ต้องเรียนในห้องเรียน แต่ต้องรู้ว่าจะหาคนที่รู้มาช่วยจากไหน”
สุดท้ายพ่อแม่ยอมรับการตัดสินใจ แต่มีเงื่อนไขเดียว
พิสูจน์ด้วยผลงาน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ครั้งใหญ่ในชีวิตเขา