​สสว.เผยไทยแชมป์การเริ่มธุรกิจจาก 63 ประเทศทั่วโลก

by smethailandclub 13 ตค. 2014
Share:

 
สสว. รายงานผลการศึกษาความเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยปี 2557 พบประเทศไทยครองแชมป์การเริ่มธุรกิจ หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการสูงสุดเป็นลำดับต้นๆ ในประเทศที่ทำการศึกษาจำนวน 63 ประเทศทั่วโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.2 และมีอายุการประกอบธุรกิจมากกว่า 3.5 ปีขึ้นไป ร้อยละ 28.6 สูงเป็นอันดับหนึ่งในประเทศแถบอาเซียน+3 โดยปัจจัยการสนับสนุนทางการเงิน ยังคงเป็นอุปสรรคอันดับแรกที่ส่งผลต่อการพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย

          สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินโครงการจัดทำข้อมูลเชิงเปรียบเทียบเพื่อการพัฒนา (GEM : Global Entrepreneurship Monitor) ปี 2557 โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาสถานภาพ และระดับความเป็นสังคมผู้ประกอบการของประเทศไทย รวมทั้งทัศนคติการมีส่วนร่วมของประชากรในกิจกรรมด้านการเป็นผู้ประกอบการ และปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการเติบโตของผู้ประกอบการ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการวิจัยในโครงการ Global Entrepreneurship Monitor (GEM) โดยเป็นการประเมินและเปรียบเทียบความเป็นผู้ประกอบการทั่วโลก ซึ่งมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายการวิจัยกับ GEM รวมกว่า 63 ประเทศทั่วโลก

          การศึกษาความเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทยปี 2557 โดยเปรียบเทียบสถานภาพและประเมินระดับความเป็นสังคมผู้ประกอบการของประเทศไทย แบ่งการศึกษาข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน สามารถสรุปผลการศึกษาในประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. การศึกษากิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการในประเทศไทย จากการศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลกิจกรรมความเป็นผู้ประกอบการไทยปี 2556 กับประเทศในกลุ่มอาเซียน+3 กลุ่มสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา โดยประมวลผลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 3,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการเริ่มธุรกิจของผู้ประกอบการสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 19.2 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แนวโน้มทัศนคติของคนไทยต่อการเป็นผู้ประกอบการปรับตัวดีขึ้นกว่าปี 56 โดยผลสำรวจด้านความกลัวที่จะล้มเหลวในการประกอบธุรกิจลดลงร้อยละ 8.12 สอดคล้องกับผลการศึกษาด้านทักษะความรู้และประสบการณ์ที่จำเป็นในการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 7.75 ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญในเรื่องผู้ประกอบการมีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมกับมาตรฐานสังคมสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 82.6 แต่มีทัศนคติในการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.9

    ผลการเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างวิสาหกิจขนาดกลางกับวิสาหกิจขนาดย่อมของประเทศไทยในปี 2557 พบว่า วิสาหกิจขนาดกลาง มีผลสำรวจในทุกด้านสูงกว่าวิสาหกิจขนาดย่อม กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างของวิสาหกิจขนาดกลางมีการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีพื้นฐานสมาชิกในครอบครัวเคยเป็นผู้ริเริ่มดำเนินธุรกิจหรือมีธุรกิจส่วนตัวมาก่อน คิดเป็นร้อยละ 60 โดยร้อยละ 44.6 ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อขายผลิตภัณฑ์หรือบริการสำหรับธุรกิจคิดเป็นร้อยละ 58.1

    ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจขนาดย่อม ส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับประถมและมัธยมศึกษา ร้อยละ 38.1 ที่มีพื้นฐานสมาชิกครอบครัวเคยดำเนินธุรกิจหรือมีธุรกิจส่วนตัว โดยร้อยละ 19.2 ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และมีเพียงร้อยละ 12.8 ใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการขายผลิตภัณฑ์หรือบริการสำหรับธุรกิจ ทั้งนี้ ในส่วนทัศนคติมุมมองวิสาหกิจขนาดกลางมองว่า ในประเทศไทยมักได้รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับความสำเร็จในการก่อตั้งธุรกิจใหม่ตามสื่อต่างๆ อยู่เสมอ สูงกว่าวิสาหกิจขนาดย่อม ในขณะที่การเป็นผู้ประกอบการ การก่อตั้งธุรกิจใหม่ เป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพที่คนส่วนใหญ่ปรารถนา เป็นทัศนคติมุมมองที่วิสาหกิจขนาดย่อมให้ความสนใจสูงกว่ากลุ่มวิสาหกิจขนาดกลาง

     2. การศึกษาสภาพแวดล้อมความเป็นผู้ประกอบการ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญในประเทศใน 9 สาขาธุรกิจ เพื่อประเมินสภาพแวดล้อมในการเริ่มต้นธุรกิจของผู้ประกอบการในด้านสังคม วัฒนธรรม และเชิงนโยบายพบว่า ปัจจัยอุปสรรคที่ส่งผลต่อการพัฒนาสังคมความเป็นผู้ประกอบการ 3 อันดับแรก คือ   

    1) การสนับสนุนทางการเงิน คิดเป็นร้อยละ 69.64 แม้ว่าจะมีการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์มากขึ้นในปัจจุบัน แต่การช่วยเหลือดังกล่าวยังคงไม่เพียงพอ เนื่องจากเงื่อนไขการอนุมัติที่ยังขาดความยืดหยุ่น 

    2) การเปิดกว้างของตลาด คิดเป็นร้อยละ 32.77 แม้ว่าผู้บริโภคในประเทศจะมีการเปิดรับต่อสินค้าและบริการใหม่ๆ แต่ผู้ประกอบการรายเล็กในประเทศไทยยังคงไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดอย่างเสรี เนื่องจากยังคงมีการกีดกันจากธุรกิจรายใหญ่ 

    3) นโยบายภาครัฐที่ยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ คิดเป็นร้อยละ 32.23 เมื่อประกอบกับสถานการณ์ทางการเมือง จึงอาจจะส่งผลต่อความไม่ต่อเนื่องของโครงการต่างๆ ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจเกี่ยวกับนโยบายภาครัฐในระยะยาว

    ในส่วนของปัจจัยอุปสรรคต่อการขยายธุรกิจจากขนาดเล็กสู่ขนาดกลาง พบว่า สอดคล้องกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสังคมความเป็นผู้ประกอบการในอันดับแรกคือ การสนับสนุนทางการเงิน คิดเป็นร้อยละ 66.67 เนื่องจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังคงมีแนวโน้มที่จะปล่อยสินเชื่อให้แก่วิสาหกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางมากกว่าวิสาหกิจขนาดย่อม 2) การเปิดกว้างของตลาด คิดเป็นร้อยละ 38.89 เนื่องจากยังคงได้รับการกีดกันทางการค้าจากคู่แข่งขนาดใหญ่ทั้งในและจากต่างประเทศ 3) การเข้าถึงข้อมูล และเครือข่ายธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 36.11 และ 4) ทักษะและความสามารถของผู้ประกอบการ คิดเป็นร้อยละ 30.56 เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กส่วนใหญ่ยังคงขาดทักษะในการบริหารจัดการธุรกิจ จึงทำให้ไม่สามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ



 
Share:

Related Articles

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​TikTok ส่ง “TikTok For Business” พลิกโฉมวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งไทย

การเปิดตัว “TikTok For Business” ไม่ม่เพียงแต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักการตลาดและนักโฆษณาทั่วโลกแต่ยังเป็นกา..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​กกพ. สนับสนุน 26 โครงการพลังงานสะอาด ภายใต้ธีม Clean Energy For Life

สำนักงาน กกพ. เปิดตัว 26 โครงการ ผู้รับทุนสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการภายใต้ธีม "Clean Energy For Life: ใช้พลังงานสะอาด เพื่อ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020