คนไทยเงินเกลี้ยงกระเป๋าเริ่มกู้ใช้จ่ายดันหนี้ครัวเรือนพุ่ง

by SME Thailand PR News 07 สค. 2015
Share:

    การบริโภคในประเทศดิ่งเหว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงต่ำสุดรอบ 14 เดือน ประชาชนกว่า 50% เชื่อเศรษฐกิจไทยย่ำแย่หนัก ด้วยปัจจัยลบทั้งจากในและต่างประเทศ ม.หอการค้า ชี้ไทยเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแล้ว สินค้าลดราคาถึง 70% ยังไม่ตัดสินใจซื้อ คนระดับกลางเริ่มกู้เงินเพื่อใช้จ่าย กดดันตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนให้สูงขึ้น

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. 2558 อยู่ที่ระดับ 73.4 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และต่ำสุดในรอบ 14 เดือน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า 50% มองว่าเศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค. 2558 แย่ที่สุดในรอบ 43 เดือน นับตั้งแต่เดือนม.ค. 2555 ที่ไทยเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 ขณะที่ปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลทางการเกษตรยังทรงตัวในระดับต่ำทำให้รายได้เกษตรกรลดลง ความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งออกครึ่งปีแรกติดลบ 4.84% และเศรษฐกิจโลกยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว เป็นต้น

    “ยอมรับว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดในรอบ 14 เดือน หลังจากได้ปรับลดลงต่อเนื่องมา 7 เดือนติดต่อกัน เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 50% ตอบว่าเศรษฐกิจแย่ ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่ง เนื่องจากประชาชนมองว่าค่าครองชีพแพง แม้ราคาสินค้าจะลดลง ห้างสรรพสินค้าต่างพากันลดราคา 50-70% แต่ยังไม่ซื้อสินค้า เพราะยังมองว่าค่าครองชีพแพง จึงต้องการเก็บเงินไว้ในกระเป๋า”

    ทั้งนี้ ผลจากความเชื่อมั่นฯที่ลดลง ส่งผลต่อดัชนีความเหมาะสมในการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอี ให้ต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่การสำรวจเดือนก.ค. 2548 เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้จ่าย อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาภัยแล้ง และราคาสินค้าเกษตร ที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้รายได้เข้ากระเป๋าน้อยลง จึงไม่แปลกที่ประชาชนมองว่าค่าครองชีพอยู่ในภาวะสูง ทั้งๆ ที่ร้านค้าต่างๆ ก็ได้พยายามจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม เช่น การลดราคาสินค้า 70-80% เพื่อจูงใจผู้บริโภค และลดสต๊อกสินค้า แต่เมื่อไม่มีเงินก็ทำให้ประชาชนมองว่าสินค้ายังแพงอยู่ดี

    สำหรับความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ในระดับ 87.8 ต่ำสุดในรอบ 61 เดือน นับตั้งแต่เดือนก.ค. 2553 ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ในระดับ 61.7 ต่ำสุดในรอบ 14 เดือน ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ในระดับ 60.3 ต่ำสุดในรอบ 93 เดือน เนื่องจากประชาชนไม่มั่นใจในเศรษฐกิจประกอบกับรายได้ที่ลดลงและมีหนี้สินที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผลสำรวจภาวการณ์ทางสังคม พบว่าดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตอยู่ระดับ 84.6 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7ติดต่อกันและต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ดัชนีภาวะค่าครองชีพ อยู่ระดับ 70.1 เป็นการปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เพราะประชาชนยังรู้สึกว่าภาวะค่าครองชีพสูงกว่าปกติซึ่งไม่สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ เป็นต้น

    นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่าคนระดับกลางลงไปถึงระดับล่าง เริ่มหาเงินด้วยการกู้ จึงทำให้ยอดหนี้ภาคครัวเรือนอาจเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยอมรับว่า เข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค อีกทั้งยังไม่มีความมั่นใจสถานการณ์ทางการเมือง เพราะสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    “การใช้คำว่า ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค เนื่องจากราคาสินค้าปรับลดลงต่อเนื่อง 6 เดือนติดต่อกัน กำลังซื้อไม่ดีขึ้น แม้ราคาน้ำมันลดลง ต้นทุนลดลง กำลังซื้อสินค้ายังน้อย แต่ภาวะเงินฝืดยังไม่รุนแรงน่ากลัว โดยตามนิยามของ ธปท.คลัง อัตราเงินเฟ้อติดลบและจีพีดีติดลบติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด” นายธนวรรธน์กล่าว

    ดังนั้นจึงต้องจับตารัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 6 มาตรการ การเร่งรัดอัดฉีดเงินออกสู่ระบบผ่านโครงการสร้างถนน การแก้ปัญหาภัยแล้ง6,500 ล้านบาท ของกระทรวงมหาดไทย การโยกงบประมาณส่วนอื่นที่ไม่ใช้มาเก็บไว้ในงบกลางเพื่อจัดสรรลงทุนส่วนที่จำเป็น หากรัฐบาลเร่งรัดเงินลงทุนออกสู่ระบบได้ 1 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนก.ย. จึงคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ประมาณ 3.5-4% และอาจทำให้จีดีพีทั้งปีขยายตัวได้ 3%

    ด้านนายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนก.ค. 2558 ปรับลดลงทุกรายการ โดยเฉพาะดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดเหลือในระดับ 62.6 จากเดือนมิ.ย.อยู่ในระดับ 63.8 นับว่าลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 7 ตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา

    ส่วนผลสำรวจทัศนคติและพฤติกรรมของประชาชนเกี่ยวกับวันแม่ในปี 2558 ว่า เทศกาลวันแม่ปี 2558 คาดจะมีเงินสะพัดประมาณ 12,245 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.61% เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงทำให้การใช้จ่ายสูงตามไปด้วย ซึ่งพบว่าของขวัญที่ลูกจะให้ในวันแม่ อันดับแรกคือ เงินสด/ทอง พวงมาลัย/ดอกไม้ เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย เวชภัณฑ์ เครื่องสําอาง เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามลำดับ ส่วนกิจกรรมที่จะทำในวันแม่ คือ การพาแม่ไปทานข้าว พาแม่ไปทำกิจกรรมร่วมกัน พาแม่ไปทำบุญ พาแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด (ค้างคืน) และพาแม่ไปสปา/นวด เป็นต้น

ที่มา www.naewna.com/business/172595
Share:

Related Articles

​Tellscore เตรียมจัดงาน Thailand Influencer Awards 2020

เทลสกอร์ (Tellscore) ผู้นำด้านอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์ม ที่ดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย และโคลอมเบีย ประกาศจัดงาน Thailand Infl..

by SME Startup| 27 ตค. 2020

​​กรมสรรพากรชูนวัตกรรมให้ภาษีเป็นเรื่องง่าย ใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax)

กรมสรรพากรเปิดตัวระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) นำนวัตกรรมมาใช้ เพื่อความสะดวกของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ กลาง เล็ก และผู..

by SME Startup| 27 ตค. 2020

​บสย. จัดหนักเปิดบูธ “แก้หนี้” ช่วยSME

บสย. จัดหนักเพื่อ SMEs เปิดบูธ “แก้หนี้” ระดมทีม หมอหนี้ หาทางออก “ปรับโครงสร้างหนี้” ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 20 ระหว่าง 22-25 ตุลาคมนี้

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020