​ ไทยตั้งเป้าส่งออกอาหารปีนี้ 9.5 แสนล้านบาท

by smethailandclub 26 กพ. 2016
Share:


3 องค์กรธุรกิจเกษตรและอาหารเผยยอดส่งออกอาหารปี 58 มีมูลค่า 897,529 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.9 คาดปี 59 มูลค่าส่งออกจะเพิ่มเป็น 950,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.8 ข้าวยอดส่งออกลดลงต่อเนื่อง

    นายอาทิตย์ วุฒิคะโร ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการสถาบันอาหาร พร้อมด้วยนายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสัตวแพทย์บุญเพ็ง สันติวัฒนธรรม ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารและคาดการณ์ปีนี้

    นายยงวุฒิ กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center สถาบันอาหาร สรุปยอดภาพรวมการค้าอาหารไทยปี 2558 ไม่รวมอาหารสัตว์ลดลงเช่นเดียวกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาสินค้าตกต่ำ รวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น โดยมียอดส่งออกรวม 897,529 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 1.9 เมื่อเทียบกับปี2557 ส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยมีมูลค่ารวม 356,743 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 เนื่องจากมีการนำเข้ากลุ่มวัตถุดิบจำพวกอาหารทะเล เนื่องจากวัตถุดิบในประเทศลดลง

    สำหรับสินค้าอาหารส่งออกหลักที่นำโดยข้าวมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 17.4 ของการส่งออกในภาพรวม พบว่า ส่งออกลดลงทั้งปริมาณและมูลค่า เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ซื้อที่มีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมัน ประกอบกับตลาดข้าวโลกมีการแข่งขันสูงขึ้น ทำให้ความต้องการนำเข้าข้าวลดลง ทั้งนี้ ประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 ของโลก ปริมาณ 9.8 ล้านตัน รองจากอินเดียที่ส่งออกข้าวได้ 10.23 ล้านตัน ส่วนเวียดนามอันดับ 3 มีปริมาณส่งออก 6.6 ล้านตัน 

    ทั้งนี้ ตลาดอาหารส่งออกอันดับ 1 ของไทยอยู่ในอาเซียน มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 25.8 โดยในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 55-58) หลายสินค้ามีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการมีตลาดหลักอยู่ในประเทศอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV เช่น ผลไม้สด ขยายตัวร้อยละ 15 เครื่องดื่มชูกำลัง ขยายตัวร้อยละ 20 น้ำผักผลไม้ ขยายตัวร้อยละ 17 กะทิสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 19 นมพร้อมดื่ม ขยายตัวร้อยละ 24 และบิสกิต แวฟเฟิล เวเฟอร์ ขยายตัวร้อยละ 34 เป็นต้น ตลาดรอง ได้แก่ ญี่ปุ่น ร้อยละ 14.0 สหรัฐ ร้อยละ 11.3 สหภาพยุโรป (อียู) ร้อยละ 10.6 แอฟริกา ร้อยละ 9.8 และจีน ร้อยละ 8.6 ส่วนตลาดในตะวันออกกลาง โอเชียเนีย อเมริกาใต้ และอินเดีย มีสัดส่วนส่งออกค่อนข้างน้อย

    นายยงวุฒิ กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหารไทยปี 2559 คาดว่าจะมีมูลค่า 950,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ นโยบายการเปิดตลาดใหม่ของภาครัฐ เช่น ตะวันออกกลาง แผนงานและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุนของภาครัฐใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการค้าและการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และสินค้าอาหารไทยได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย

     ส่วนปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ภัยแล้งทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลงกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบของอุตสาหกรรมแปรรูป ภัยสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) อาจส่งผลให้คู่ค้ามีปัญหาในการชำระเงินค่าสินค้า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่มีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันรวมทั้งสินค้าเกษตร ปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย (Tier 3) และการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) อาจกระทบต่อสินค้าในหมวดอื่น ๆ ของไทยในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของประเทศต่าง ๆ เช่น การลดค่าเงินหยวนของจีน การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่น และราคาน้ำมันลดลงส่งผลทำให้ราคาสินค้าเกษตรอาหารลดลงตามไปด้วย

    นายยงวุฒิ กล่าวว่า ข้าวมีแนวโน้มส่งออกลดลงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา คาดว่าจะมีปริมาณส่งออก 9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 8.1 เมื่อเทียบกับปี 2558 เนื่องจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตข้าวนาปรังของไทยลดลง ทำให้ผู้ส่งออกขาดแคลนข้าวใหม่ในการส่งออก ขณะที่ผู้ซื้อซื้อส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในแถบแอฟริกาก็ยังประสบภาวะเศรษฐกิจทำให้กำลังซื้อชะลอตัว ประกอบกับตลาดข้าวอันดับ 1 ของไทย คือ ไนจีเรียตั้งกำแพงภาษีนำเข้าข้าวสูงถึงร้อยละ 60 รวมทั้งมีมาตรการเข้มงวดในการนำเงินดอลลาร์ออกนอกประเทศ ทำให้ผู้ซื้อขาดแคลนดอลลาร์ในการชำระค่าข้าว ตลาดข้าวในแอฟริกาโดยเฉพาะไนจีเรียจึงชะลอตัวต่อไป น้ำตาลทรายและแป้งมันสำสปะหลังก็คาดว่าปริมาณส่งออกจะลดลงเล็กน้อยเช่นกันจากปัญหาภัยแล้ง

    ทั้งนี้ ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา (ปี 41-58) รูปแบบสินค้าอาหารส่งออกของไทยมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเป็นสินค้าอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานมากขึ้นจากร้อยละ 35 เป็นร้อยละ 49 หรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงมีทางเลือกในการมองหาโอกาสใหม่ โดยเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรแปรรูป พัฒนาสู่อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานเพื่อทดแทนการส่งออกอาหารแบบดั้งเดิมที่นับวันจะมีการแข่งขันสูงขึ้น.

ที่มา-สำนักข่าวไทย
Share:

Related Articles

​ทีเอ็มบีและธนชาต เสริมแกร่งความรู้ให้ผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ผ่านโครงการ LEAN Supply Chain

ทีเอ็มบีและธนชาต จัดอบรม โครงการ LEAN Supply Chain by TMB I Thanachart ครั้งที่ 16 แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้รับเหมาและวัสดุก่อสร้าง ให้ความร..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​TikTok ส่ง “TikTok For Business” พลิกโฉมวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งไทย

การเปิดตัว “TikTok For Business” ไม่ม่เพียงแต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสำหรับนักการตลาดและนักโฆษณาทั่วโลกแต่ยังเป็นกา..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​กกพ. สนับสนุน 26 โครงการพลังงานสะอาด ภายใต้ธีม Clean Energy For Life

สำนักงาน กกพ. เปิดตัว 26 โครงการ ผู้รับทุนสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อกิจการภายใต้ธีม "Clean Energy For Life: ใช้พลังงานสะอาด เพื่อ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020