รัฐบาลเดินหน้าผลักดันศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้เข้มแข็ง

by smethailandclub 28 มิย. 2016
Share:

นายกฯเปิดงาน "สานพลัง SMEs พลิกฟื้นยืนได้ ใส่ใจผู้ประกอบการ" มอบนโยบายการขับเคลื่อน SMEs ด้วยกฎหมายฟื้นฟูกิจการ

เมื่อ 27 มิถุนายน 2559  ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "สานพลัง SMEs พลิกฟื้นยืนได้ ใส่ใจผู้ประกอบการ" จัดโดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สถาบันทางการเงิน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และกรมบังคับคดี โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันการเงิน ผู้ประกอบการรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชาชน จำนวน  1,000 คน วัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากประสบปัญหาทางการเงิน แต่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs รายที่ยังมีโอกาสพลิกฟื้น สามารถประกอบธุรกิจได้อีกต่อไป เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกในอนาคต

 นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้กล่าวรายงานว่า การจัดงาน“สานพลัง SMEs พลิกฟื้นยืนได้ ใส่ใจผู้ประกอบการ” เพื่อรองรับกฎหมายใหม่ฟื้นฟูกิจการ SMEs (พ.ร.บ. ล้มละลาย หมวดฟื้นฟูกิจการ ฉบับที่ 9 /2559) สร้างโอกาสให้ SMEs ไทย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกลับมาแจ้งเกิดได้อีกครั้ง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมงานจะได้รับประโยชน์มากมาย โดยได้รับบริการคลินิกกฎหมายโดยกรมบังคับคดี และคลินิกการเงินโดย ธพว. และสถาบันการเงินต่างๆ และคลินิกกองทุนฟื้นฟู SMEs โดย สสว. ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษที่ SMEs จะได้ฟื้นฟูกิจการ และยังได้รับสิทธิ์เข้ากองทุนพลิกฟื้น SMEs สามารถได้รับการสนับสนุนทางการเงินรายละ 1 ล้านบาท แบบไม่มีดอกเบี้ย เป็นระยะเวลานานถึง 7 ปี นับเป็นงานครบเครื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ธุรกิจกำลังประสบปัญหา ช่วยต่อสายป่านการเงินให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องกังวลกับภาระหนี้ สามารถบริหารวางแผนธุรกิจได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวมอบนโยบายการขับเคลื่อน SMEs ด้วยกฎหมายฟื้นฟูกิจการว่า ภาคธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหน่วยธุรกิจที่ก่อให้เกิดการสร้างงานใหม่ การสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ใหม่ กระตุ้นการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจ กระจายการพัฒนาของประเทศ นำไปสู่การเป็นห่วงโซ่การผลิตให้แก่ธุรกิจขนาดใหญ่ จึงเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีนโยบายผลักดันพัฒนาการด้านเศรษฐกิจของธุรกิจ SMEs มาโดยตลอด โดยได้กำหนดนโยบายการส่งเสริมธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ให้เติบโตและอยู่รอด

 ตลอดจน ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการทั้งระบบ ทั้งการเข้าถึง แหล่งเงินทุน การให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและทุนหมุนเวียน การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การออกมาตรการทางภาษี การลงทุนเพื่อขยายกิจการ ตลอดจนการหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเพิ่มมาตรการส่งเสริมการค้าการลงทุน การหาแนวทางลดอุปสรรคทางธุรกิจ พัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ รวมทั้งการจับคู่ธุรกิจ Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ไทยกับต่างประเทศที่มีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยได้มีการปรับแผนธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของผู้ประกอบการ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มเกิดใหม่ (Start up) ที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ 2) กลุ่มที่เติบโตสามารถขยายกิจการ ในประเทศ 3) กลุ่มที่เข้มแข็งสามารถส่งออกไปต่างประเทศ และ 4) กลุ่มที่เลิกกิจการ แต่ยังมีศักยภาพ โดยให้ทุกกลุ่มได้มีโอกาสได้รับการส่งเสริมพัฒนาตามวงจรธุรกิจและความเหมาะสมของกิจการ

 รวมทั้ง มีการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจหรือไม่เอื้อต่อศักยภาพการแข่งขันกับต่างประเทศให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและความต้องการของประชาชน รวมทั้งมีการจัดทำแผนพัฒนาและฟื้นฟูธุรกิจและการต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถประกอบธุรกิจ ในทุกสาขาได้อย่างมั่นคง และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ SMEs ไทยให้เข้มแข็ง และมีขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการในประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่าง ห่วงโซ่อุปทานตลาดโลกได้

 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวย้ำว่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจทางด้านการเงิน การค้าและการลงทุน ในปัจจุบันมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงและสลับซับซ้อน ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียแก่ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ของไทย ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs บางรายไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจได้จึงประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และความสามารถในการชำระหนี้คืนให้แก่เจ้าหนี้สถาบันการเงิน เจ้าหนี้การค้า และเจ้าหนี้อื่นๆ ลดลง จนถึงระดับที่มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน จนถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มที่ประสบปัญหาทางการเงิน แต่ยังมีศักยภาพที่ยังสามารถฟื้นฟูกิจการได้ ซึ่งเดิมพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 หมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กำหนดนิยาม “ลูกหนี้”เฉพาะบริษัท จำกัด บริษัทมหาชน จำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงเท่านั้น ไม่รวมกรณีบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม

 
อีกทั้ง การเข้าสู่กระบวนการจะต้องปรากฏว่าเป็นลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว โดยเป็นหนี้ในจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดในการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ สำหรับพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ครอบคลุมการช่วยเหลือในส่วนของนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท จำกัด ที่มีหนี้สินจำนวนมากและ ไม่สามารถหาทางออกอื่นนอกเหนือจากการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินหรือผู้ที่ต้องการฟื้นฟูกิจการ (Turnaround) ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สามารถยื่นขอฟื้นฟูกิจการได้โดยไม่ต้องถูกบังคับยึดทรัพย์หรือต้องหยุดกิจการ รวมทั้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือดูแลหนี้ของวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและหนี้ในระดับบุคคลไม่ให้สูงขึ้นในอนาคต และช่วยเหลือกลุ่มที่ประสบปัญหาให้สามารถพลิกฟื้นมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงประกาศใช้พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2559 หมวด 3/2 ที่ให้ “ลูกหนี้” ที่เป็นบุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ ที่ไม่จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน จำกัด บริษัท จำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามที่กฎหมายกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งประกอบธุรกิจที่มีลักษณะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางหรือขนาดย่อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ ที่จดทะเบียนกับหน่วยงานอื่นของรัฐสามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ ๓ ของเอเชีย ที่มีการพัฒนากฎหมายฟื้นฟูกิจการเพื่อช่วยเหลือสนับสนุน SMEs รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนับเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินไม่สามารถชำระหนี้ได้ สามารถยื่นฟื้นฟูกิจการได้โดยไม่ต้องถูกบังคับยึดทรัพย์หรือต้องหยุดกิจการ ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ที่เป็นทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เพื่อช่วยรักษาสถานภาพในการจ้างงาน ลดปัญหาสังคม สร้างรายได้ ชำระหนี้คืนเจ้าหนี้ได้ ตามเงื่อนไข อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป

 
 
Share:

Related Articles

​บสย. จัดหนักเปิดบูธ “แก้หนี้” ช่วยSME

บสย. จัดหนักเพื่อ SMEs เปิดบูธ “แก้หนี้” ระดมทีม หมอหนี้ หาทางออก “ปรับโครงสร้างหนี้” ในงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 20 ระหว่าง 22-25 ตุลาคมนี้

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​HP จัดโปรแกรมเช่าซื้อ-เช่าใช้อุปกรณ์ไอทีสำหรับธุรกิจ ช่วย SME–Startup ขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางการฟื้นตัว

ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญกับความท้าทายในสภาพกดดันจากการสถานกาณ์ผันผวนต่างๆ และพยายามต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ SME – Start up จำเป็นต้อ..

by SME Thailand.| 21 ตค. 2020

​กรุงไทย–แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัลสถานที่ทำงานที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย

บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดย แซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบุปผาวดี โอวรารินท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายทรัพยา..

by SME Thailand.| 20 ตค. 2020