Marionsiam ชุดบาติกแบบโมเดิร์น ที่ทำจากผ้า Dead Stock และเทียนใช้แล้วจากวัด

Text: VaViz

Photo: Marionsiam


     ภาพจำดั้งเดิมของผ้าบาติกมักผูกติดกับความเป็นเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ตามชายหาดหรืออยู่ทางใต้ ถูกประยุกต์ให้ดูทันสมัย เพื่อให้ใส่ได้ในชีวิตประจำวันและใส่ไปทำงานได้มากขึ้นในสไตล์ของ Marionsiam แบรนด์เสื้อผ้าบาติกในรูปแบบของคนเมือง หรือ Urban Batik ที่รังสรรค์และออกแบบโดย ทยิดา อุนบูรณะวรรณ เจ้าของแบรนด์มากความสามารถ ผู้พาผลงานไปอวดโฉมมาแล้ว ณ งานแฟชั่นโชว์ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย และรับรางวัลรองชนะเลิศจากการประกวด Creative Textiles Award 2020 ภายใต้การถอดแบบแนวคิด BCG Economy Model 

     แน่นอนว่า ไม่ใช่แค่ความสวยและเป็นเอกลักษณ์ของสินค้าที่ดูสะดุดตาเท่านั้น เพราะความพิเศษยังฝังลึกลงในวิธีคิดและกระบวนการทำผ้าบาติกที่เพ้นท์ลวดลายให้เสร็จสรรพด้วยมือของเธอเองในแต่ละผืนอีกด้วย

   รู้หรือไม่?       

         คำว่า Marion (มารียอง) ที่แปลว่า “เป็นที่รัก” ในชื่อแบรนด์นั้น ได้มาจากหนังเรื่องทวิภพ ตอนที่พ่อนางเอกเรียกนางเอกว่า “มารียอง”  แถมชื่อ “ทยิดา” ยังแปลว่า “เป็นที่รัก” เหมือนกันอีกด้วย จึงมาเป็นชื่อแบรนด์ “Marionsiam” ที่เจ้าของอยากทำให้คนที่เห็นผลงานหรือใช้สินค้าหลงรักไปกับงานของแบรนด์นั่นเอง

 

ผ้าส่วนเกิน = ผืนผ้าใบให้วาดลวดลาย

     ตั้งแต่ Day 1 ของการออกสตาร์ทธุรกิจจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 6 ปีที่ Marionsiam ใช้ผ้าเหลือหรือผ้าส่วนเกิน (Surplus Fabric หรือ Dead Stock) จากอุตสาหกรรมสิ่งทอมาใช้ในการทำผ้าบาติก ก่อนส่งตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแต่ละคอลเล็กชั่นที่โรงงานต่อไป

     “ผ้าเหลือหรือผ้าส่วนเกินนี้เป็นผ้าคุณภาพดีที่เราไม่สามารถไปหาซื้อได้ข้างนอก ซึ่งความแตกต่างของเนื้อผ้าในแต่ละล็อตก็เหมือนกับเราไปซื้อเฟรมเขียนรูป ซึ่งถือเป็นความสนุกที่จะได้ทดลองอะไรใหม่ๆ แต่แน่นอนว่ามันยากกว่าการไปซื้อผ้าสำเร็จมาทำ เพราะว่าเราต้องทดลองผ้าเยอะมากกว่าที่จะได้ผ้าที่ถูกใจจริงๆ”  

     นอกจากจะช่วยประหยัดต้นทุนไปได้มากกว่าครึ่งแล้ว การใช้ผ้าส่วนเกินนี้ยังขึ้นอยู่กับมุมมองของเจ้าของกิจการและนักออกแบบด้วยว่ามีความถนัดแบบไหน และจะนำไปใช้อะไร

     “สำหรับบางคนที่ออกแบบลวดลายมาก่อนแล้วค่อยมาซื้อผ้าอาจจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไรที่จะใช้ผ้าส่วนเกินเป็นวัตถุดิบ เพราะผ้าไม่ได้มีให้เลือกเยอะขนาดนั้น แต่ในส่วนของเราจะเลือกผ้าก่อนแล้วค่อยมาออกแบบ ทำให้รู้สึกว่าได้ท้าทายตัวเองว่า วันนี้จะมีอะไรให้เราเล่นบ้าง หรือจะมีอะไรเหลือให้เรามาออกแบบได้บ้าง”

     ด้วยความที่เป็นธุรกิจเล็กๆ และทุกอย่างเป็นงานทำมือทั้งหมด แบรนด์จึงไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าจำนวนมาก เรียกได้ว่าเพียงแค่ 100 หลาก็สามารถทำเสื้อผ้าได้ประมาณ 1 ล็อตแล้ว

    ทั้งนี้ นอกจากผ้าเหลือของคนอื่นแล้ว ทางแบรนด์ยังเอาผ้าส่วนที่เหลือของตัวเองที่ขอเก็บไว้จากโรงงานตัดเย็บมาทำเป็นงานชิ้นใหม่อีกด้วย

   รู้หรือไม่?

        แบรนด์ Marionsiam ต่อยอดมาจากธีสิสจบปริญญาตรีของ ทยิดา ที่นำเสื้อผ้าบาติกมาทำในรูปแบบของ Business Wear ซึ่งเป็นการนำงานหัตถกรรมบาติกมาทำให้ร่วมสมัยมากขึ้นและสามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

 

เทียนเหลือจากวัด = ลายเส้นแบบใหม่สุด Green  

     ไม่แน่ว่าเทียนที่คุณเคยไปจุดที่วัดในอยุธยาอาจมาอยู่บนเสื้อผ้าของ Marionsiam ก็เป็นได้ เมื่อเทียนที่แบรนด์ใช้เขียนเพื่อกั้นสีบนชิ้นงานนั้น มาจากเทียนเล่มเล็กๆ ที่คนใช้จุดกันในวัด น้ำตาเทียน รวมถึงเทียนใหม่เล่มใหญ่ๆ ที่มีคนเอามาถวายแล้วฝุ่นจับมากๆ จนไม่สามารถใช้ได้นั่นเอง

     “เราเคยคิดว่านอกจากเทียนบาติกแล้ว จะใช้เทียนอย่างอื่นใช้กั้นสีได้ด้วยหรือเปล่า บวกกับความสงสัยมาตลอดว่า เทียนที่เราจุดในวัด มันหายไปไหน เป็นที่มาให้เราเลือกที่จะใช้เทียนเหลือจากวัด ที่ปกติเขาจะใช้วิธีการขูดออก เก็บ และชั่งกิโลขายทิ้งไปมาใช้กับงานของเรา”

     โดยก่อนที่จะนำมาใช้ เทียนเหลือพวกนี้ต้องผ่านกระบวนการทำความสะอาด การต้ม การกรอง เพื่อเอาเศษผงต่างๆ ออกให้หมด ซึ่งผู้ก่อตั้งรายนี้ได้ทดลองมาแล้วว่า ถ้านำมาผสมกับเทียนบาติกจะเป็นยังไง หรือถ้าใช้แบบเดี่ยวๆ จะเป็นแบบไหน

     “การทดลองที่ว่าทำให้เราเห็น Effect ต่างๆ ที่เกิดจากการใช้เทียนหลายๆ แบบ ซึ่งจะทำให้งานนั้นออกมาไม่เหมือนกันด้วย แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้เทียนเหลือจากวัดเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดมากๆ หรือลายเล็กมากๆ จะต้องใช้เป็นเทียนบาติก เพราะมีความยืดหยุ่นและไม่แตกง่าย โดยในส่วนของเทียนเหลือนั้นสามารถนำวนกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ด้วยการหลอมให้ละลายนั่นเอง”

   รู้หรือไม่?

        - เห็นชุดสีหวานพาสเทลแบบนี้ ลูกค้าของแบรนด์กลับเป็นหนุ่มๆ อายุ 30 – 40 ปี ซึ่งแซงหน้ากลุ่มสาวๆ ไปแล้ว

        - โดยแบรนด์ให้เหตุผลว่า อาจจะเป็นเพราะสไตล์ของสินค้าเป็นแฟชั่นที่มีความ Masculine ผสมให้มีความเท่นิดๆ เข้าไปด้วย ไม่ใช่หวานจ๋าแบบสุดทาง

 

ธรรมดาของเรา = ความ Wow! ของคนอื่น  

     เชื่อไหมว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าส่วนเกินหรือการใช้เทียนเหลือของวัดเป็นสิ่งที่ ทยิดา ไม่เคยพูดถึงมาก่อนในเบื้องหน้า จะมีก็แต่ช่วงที่ไปแข่งประกวดต่างๆ แล้วนำเสนอให้คณะกรรมการฟังหรือช่วงหลังๆ ที่ได้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ เท่านั้น

     “ตอนแรกเราพยายามทำแบรนด์ให้คนรู้สึกว่าชอบงานแล้วก็ซื้อ ซื้อเพราะว่างาน ซื้อเพราะว่าสวยหรือถูกใจ ส่วนเรื่องเบื้องหลังที่เราใช้ของส่วนเกินหรือของเหลือที่ดีต่อธรรมชาตินั้น เราแทบไม่ได้พูดถึง เพราะรู้สึกว่าคือเรื่องปกติทั่วไปที่ทุกคนควรจะทำหรือเปล่า”

แต่พอได้แฟนมาช่วยทำคอนเทนต์ในช่อง YouTube เขาบอกให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราให้สัมภาษณ์ เรื่องที่เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้อยู่แล้วนั้น “ไม่ใช่เรื่องทั่วไปอย่างที่เราคิด” เพราะฉะนั้น การสื่อสารเรื่องเบื้องหลังของแบรนด์ และการเดินทางของงานแต่ละชิ้นว่ามีที่มาที่ไปในการทำว่ายากแค่ไหน จึงถูกหยิบมาบอกเล่าให้คนได้รู้กันมากขึ้น

      “การที่เราสื่อสารออกไป ทำให้คนรู้สึกทึ่งในงานของเรามากขึ้นกว่าเดิม เขารู้สึกว้าวว่า ที่เราบอกว่าใช้ผ้าเหลือนั้น ไม่ได้เป็นเศษผ้า แต่เป็นผ้าเหลือเป็นม้วนๆ เป็น Dead Stock ของโรงงาน นอกจากนี้ ตอนที่เราไปออกบูธ ทุกคนดูจะรู้เรื่องราวของเราหมดเลย รู้สตอรี่ทุกอย่าง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องขายของเอง”  

     เธอย้ำว่า สิ่งที่แบรนด์พยายามทำและสื่อสารออกไปในโซเชียล ทำให้เข้าถึงง่ายและลูกค้ารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ได้จริงๆ ที่สำคัญเหมือนเป็นเพื่อนกันมานาน และพูดคุย-ซักถามในภาษาเดียวกัน

     “พอทุกคนเห็นที่มาที่ไปว่า กว่าจะทำออกมาได้แต่ละชิ้น กว่าเราจะเขียนผ้าได้แต่ละผืน ต้องใช้กระบวนการและเวลาไปเยอะมาก ที่สำคัญ ยังทำให้คนเห็นถึงความใส่ใจของเราที่มีกับแบรนด์ ซึ่งเวลาคนเห็นแบบนี้ เขาก็รู้ว่าใครตั้งใจ ใครไม่ตั้งใจ แล้วเขาก็อยากสนับสนุนคนที่ตั้งใจและรักในแบรนด์ของตัวเอง”

   รู้หรือไม่?

         Marionsiam ได้ Collab กับแบรนด์มาแล้วมากมาย เช่น SCG, ดอยตุง, ดีสวัสดิ์ (DEESAWAT) และ JANESUDA

 

ไม่ว่าจะเจออะไร ให้ “ปรับตัวเสมอ”  

 สุดท้ายแล้ว ทยิดา บอกว่า สิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่รอดมาจนถึงวันนี้คือ การที่ต้องพยายามปรับตัวอยู่ตลอดเวลาและต้องมีความยืดหยุ่น โดยนักธุรกิจสาวมาดดีไซเนอร์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ตอนแรกเราอาจจะออกแบบทุกอย่างตามใจเรา แต่พอขายไปเรื่อยๆ เราก็ต้องพยายามฟังเสียงของลูกค้าด้วยเช่นกัน

     “เราพยายามจดตลอดด้วยว่า ลูกค้าที่มาซื้อของเราเขาแต่งตัวยังไง หรือว่าเขาชอบของแบบไหน เราก็พยายามคุย พยายามสื่อสารว่า เสื้อผ้าแบบไหนที่เขาอยากได้ อยากใส่ เพราะบางคนชอบลายของเรามาก แต่ใส่แล้วไม่มั่นใจ หรือเป็นชุดที่ไม่สามารถใส่ไปทำงานได้มาก เช่น เสื้อที่เป็นสายเดี่ยว หรืออาจจะโชว์หลังเยอะหน่อย เราก็มาปรับการออกแบบให้มีความมิดชิดและเหมาะสมมากขึ้น”

     อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ “คนหรือลูกค้า” เพียงอย่างเดียว ที่เจ้าของแบรนด์ผู้นี้ต้องรับมือ เพราะ “ธรรมชาติ ทั้งลม ฟ้า อากาศ” ก็มีผลเป็นอย่างมากต่อการทำงานและการทำผ้าบาติกเช่นเดียวกัน

     “อากาศมีผลกับการทำงานของเรามาก ถ้าร้อนเกินไป เราก็ทำงานไม่ได้ เพราะต้องใช้พื้นที่ด้านนอกค่อนข้างเยอะในการเพ้นท์ผ้าหรือเขียนเทียน หรือช่วงหน้าฝน ชื้นๆ เขียนเทียนไปก็ไม่ซึมไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้เทียนไม่สามารถกั้นสีได้ แล้วย้อมสีไปก็ไม่สวย เพราะฉะนั้น บางทีอากาศแค่วันต่อวันก็ทำให้งานที่ย้อมสีวันนี้กับย้อมสีวันพรุ่งนี้ ได้สีที่ไม่เหมือนกันแล้ว ทั้งๆ ที่ใช้สีแบบเดิม กระปุกเดิม”

    และแม้ว่าทางแบรนด์จะมีเบื้องหลังที่แน่นแฟ้นต่อการรักษ์โลก แต่สิ่งที่ ทยิดา ไม่มองข้ามคือ หากสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ใช้นั้นไม่ส่งผลเชิงบวกต่อผู้บริโภค เธอก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนโดยไม่ลังเล

     “ก่อนหน้านี้เราเคยคิดค้นสีย้อมธรรมชาติโทนชมพูจากเปลือกมะพร้าวเหลือใช้ที่ได้จากร้านกาแฟแถวบ้าน และโทนสีฟ้าจากคราม แต่เพราะเราไม่ได้ใช้ผ้าที่เป็นเนื้อผ้าแบบเดิมตลอดเวลา ทำให้เราไม่สามารถควบคุมคุณภาพได้ว่า ผ้าอันนี้เวลาใช้ไปแล้ว นานแค่ไหนสีถึงจะจาง หรือว่าบางทีสีติดดี แต่ว่าโดนอากาศ โดนอะไรเข้าไป แล้วทำให้สีจางไว”

     ประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนี้ ทำให้แบรนด์ตั้งใจจะไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงเปลี่ยนมาเป็นการใช้สี “ย้อมเย็น” ซึ่งเป็นสีเคมีแบบปลอดภัยใช้แต้มลงบนผ้าแทน

     “ถ้าอยากให้ลูกค้าเป็นลูกค้าประจำของเรา ของควรจะอยู่ได้นาน อย่างเราเป็นคนเพ้นท์ผ้า กว่าจะได้มาแต่ละผืนนั้นใช้เวลานานมาก เราจึงรู้สึกว่า เราอยากให้ของอยู่กับลูกค้าได้นานๆ และอยากเห็นของๆ เราอยู่ได้ตลอดไป จึงหาทางว่าจะทำยังไงให้มันอยู่ได้นานที่สุด”

   รู้หรือไม่?

         ทางแบรนด์มีสตูดิโออยู่ที่ บางปะอิน จังหวัดอยุธยา พร้อมเปิด Workshop สอนการทำบาติก และจำหน่ายสินค้าของแบรนด์

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ไม่อร่อยให้ต่อย จากโรงงานไอติมเล็กๆ ย่านพระราม 2     สู่แบรนด์ไวรัลทะลุล้านในหนึ่งวัน     

ไม่อร่อยให้ต่อย! นี่ไม่ใช่คำท้า แต่เป็นชื่อแบรนด์ไอศกรีมน้องใหม่ ที่สร้างไวรัลทะลุ 1 ล้านวิวในวันเดียว เพราะไม่ใช่แค่รสชาติที่ถูกปาก แต่ความกวนยังโดนใจ ด้วยกิมมิคที่คนพูดถึงกับการต่อยแท่นต่อย ที่รับไอติมฟรีๆ ไปเลย ถ้าทำได้ 55 คะแนน

จีนไอเดียดี เปิดศูนย์รวม ‘ช่างหญิงล้วน’ ตอบโจทย์ลูกค้าสาวโสด อยู่คนเดียว ก็เรียกใช้บริการซ่อมได้แบบไร้กังวล

38fixers ศูนย์รวมช่างหญิงล้วน เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้บริการที่เป็นผู้หญิงและต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว โดยมีให้เลือกสารพัดช่าง ทั้งช่างไฟฟ้า, ช่างประปา, ช่างแอร์ ฯลฯ ซึ่งหากมีช่างผู้หญิงให้เลือก ก็รู้สึกสะดวกใจ และปลอดภัยได้มากกว่า

ทำไมต้องขายแค่ 38 แก้ว? เจาะแนวคิด มิตรไทย Coffee คาเฟ่เล็กๆ กลางทุ่งนาที่หลายคนยอมตื่นเช้ามารอคิว

มิตรไทย Coffee ร้านกาแฟเล็กๆ ที่เติบโตจาก “เวลา” และ “ความสัมพันธ์” กับผู้คน จากร้านเรียบง่ายสู่บทใหม่ใน eBaannog Land บ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นกลางทุ่งนา ที่ขายเพียงวันละ 38 แก้ว เพื่อให้ไดคุณภาพและความใส่ใจในทักแก้วที่ชง