จาก ‘ระบบจำ’ ของแม่สู่ ‘ระบบ Data’ ของลูก ถอดสูตรทายาท ‘บัวทองเบเกอรี่’ เปลี่ยนร้านที่ต้องมีเจ้าของเฝ้า สู่ธุรกิจที่รันได้เอง

Text: Neung Cch.

Photo: Sunun Lorsomsab


      ในโลกของ SME ไทย ปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยระบบ แต่ขับเคลื่อนด้วย ความเก่งของเจ้าของร้าน

     จำราคาสินค้าได้ทุกตัว จำลูกค้าประจำได้ทุกคน

     ความรู้ทั้งหมดนี้ถูกเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ก็เปราะบางที่สุด นั่นคือ “ความจำของเจ้าของ”

     และนั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจจำนวนมาก “อยู่ได้” แต่มองไม่เห็นทาง “โตต่อ”

     นี่คือจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ บัวทองเบเกอรี่ ธุรกิจค้าส่งวัตถุดิบและอุปกรณ์เบเกอรี่ในย่านบางบัวทอง เมื่อทายาทรุ่นสองอย่าง อมรชัย สุวรรณวิไกุล (เอิร์ธ) ตัดสินใจเปลี่ยนจากระบบที่พึ่งพาตัวบุคคล สู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ แม้ในวันที่เจ้าของไม่อยู่หลังเคาน์เตอร์ จนสามารถ “คืนอิสรภาพ” ให้ผู้เป็นแม่ได้สำเร็จ

เดิมพันด้วยการลาออก เพื่อพิสูจน์ว่าระบบสำคัญกว่าคน

     อมรชัย เติบโตมากับร้านที่แม่ดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่เขียนบิล คิดเงิน คุมสต็อก ไปจนถึงการนั่งเฝ้าลิ้นชักตลอดวัน แม้เขาจะจบจากมหิดลอินเตอร์ และทำงานเป็น International Trader ในองค์กรระดับประเทศอย่าง CP แต่การจะกลับมาปรับระบบร้านที่บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในมุมของคนรุ่นแม่

     “ระบบที่ดีที่สุด คือคนที่ยืนอยู่ตรงนี้”

     อมรชัยรู้ดีว่า หากเขายังมี Safe Zone เป็นงานประจำ แม่จะไม่มีวันยอมปล่อยให้เขาเปลี่ยนวิธีทำงานเดิม เขาจึงเลือกวิธีที่เสี่ยงที่สุด

     “ผมตัดสินใจลาออก เอาตัวเองเป็นเดิมพัน เพื่อบอกว่า ผมไม่ได้คิดเล่นๆ และผมจะอยู่กับร้านนี้จริงๆ”

ว่างงาน 1.5 ปี ที่ไม่เคยว่างเปล่า

     ช่วงเวลาที่ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีเงินเดือน อมรชัยใช้มันเป็นเหมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ เขาลงพื้นที่สำรวจร้านคู่แข่ง วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ดูงานต่างประเทศ และมองหาช่องว่างที่ทำให้ร้านของเขาแข็งแรงยิ่งขึ้น

     ในช่วงเวลานั้น เขาไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะลูกเจ้าของร้าน แต่ขยับบทบาทของตัวเองมาเป็น Competitor Analyst ที่มองธุรกิจแบบเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

     “ผมถามตัวเองว่า ถ้าเราจะอยู่ตรงนี้ เราต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ”

กลยุทธ์เจาะช่องว่าง ท่ามกลางสมรภูมิห้างยักษ์

     หนึ่งในจุดตัดสินใจที่น่าสนใจที่สุด คือการเลือกเปิดสาขาใหม่ท่ามกลางห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นความเสี่ยงสูง แต่สำหรับนักการตลาดที่ทำงานกับ Data นี่กลับเป็น ทำเลทอง เพราะห้างยักษ์ไม่ได้มาแบบสุ่ม แต่คือพื้นที่ที่ผ่านการลงทุนวิจัยกำลังซื้อมาแล้วอย่างเข้มข้น

     “ทำไมผมถึงกล้าเปิด เพราะนี่คือทำเลที่บริษัทใหญ่ๆ ยอมจ่ายเงินวิจัยหลายล้านบาทมาแล้วว่ามีกำลังซื้อ หน้าที่ของผมไม่ใช่การแข่งกับห้าง แต่คือการเข้าไปเป็น ‘ช่องว่าง’ ที่เขาทำไม่ได้ ห้างมีทุกอย่าง แต่เจาะลึกไม่ได้ ขณะที่ผมมีทุกอย่างเกี่ยวกับเบเกอรี่ครบจบในที่เดียว”

     นอกจากระบบและข้อมูลที่ลูกวางไว้ เขายังยอมรับใน ความเก๋า ของแม่ ที่มองขาดทั้งเรื่องทำเลในชุมชนและกลยุทธ์ราคาส่ง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญ ที่ไม่มีสอนอยู่ในตำราเรียนหรือมหาวิทยาลัยใด

จากลิ้นชักที่ต้องเฝ้า สู่ระบบที่ตรวจสอบได้ทุกวัน

     ภาพเดิมของบัวทองเบเกอรี่ คือร้านที่ขับเคลื่อนด้วยความจำ แม่รู้ราคาทุก SKU อยู่ในหัว และต้องคุมเงินเองทั้งหมด เพราะความไม่ไว้วางใจในระบบ

     แต่ในมุมของอมรชัย นี่คือคอขวดที่ใหญ่ที่สุดของธุรกิจ

     “ระบบของแม่จะสมบูรณ์มาก ถ้าเขาอยู่ร้านตลอดเวลา แต่ธุรกิจที่ดีควรเดินได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคนเก่งคนเดียว”

     ทายาทรุ่นสองจึงเริ่มวางระบบใหม่ให้กับร้าน ตั้งแต่ระบบแคชเชียร์ ไปจนถึงการจัดการสต็อกสินค้ากว่า 7,000 SKU แทนกระดาษและความจำ พร้อมโครงสร้างที่ทำให้ทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ในแต่ละวัน

     “ระบบไม่ได้มีไว้จับผิดพนักงาน แต่มันช่วยลดความผิดพลาดจากคน และทำให้เจ้าของร้านไม่ต้องใช้พลังสมองตลอดเวลา”

     อีกทั้งเมื่อราคาสินค้าเปลี่ยน ระบบคือสิ่งที่อัปเดตแทนคน และเมื่อข้อมูลมากพอ Data ก็กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำกว่าเดิม

สิ่งที่ระบบให้ ไม่ใช่แค่กำไร แต่คือ “อิสรภาพ”

     ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งปี รายได้ของครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่านั้นคือสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้

     “ตอนนี้ผมพาแม่ออกไปกินข้าว ไปเที่ยว หรือไปต่างประเทศได้ ทั้งที่ร้านยังเปิดอยู่ เพราะเขารู้ว่าระบบตรวจสอบได้ตลอด”

     ลิ้นชักที่เคยต้องมีแม่เฝ้าตลอดวัน ค่อยๆ กลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบได้ทุกวัน และความกังวลที่เคยผูกแม่ไว้กับร้าน ก็ค่อ ๆ คลายลง

     หลังจากการปรับเปลี่ยนต่อเนื่องตลอด 3 ปี บัวทองเบเกอรี่สาขาใหม่ไม่ได้เพียงสร้างรายได้เพิ่มขึ้น แต่ยังพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้เจ้าของจะไม่ต้องอยู่หน้าร้านตลอดเวลา

     จากวันที่ต้องยืนเฝ้าลิ้นชักด้วยตัวเอง สู่วันที่ใช้ระบบเข้ามาช่วยดูแลร้าน ใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT ตอบคำถามเชิงเทคนิคสินค้า และบริหารทีมคนรุ่นใหม่ให้ทำงานตามหน้าที่ที่วางไว้

นี่คืออีกหนี่งเคสของธุรกิจที่ทำให้รู้ว่า ระบบ” ไม่ใช่ศัตรูของคนเก่าแต่คือเครื่องมือที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้ เพราะในวันที่แม่ยอมปล่อยลิ้นชัก ไม่ใช่วันที่ร้านเสียการควบคุมแต่คือวันที่ธุรกิจเริ่มโตได้ด้วยตัวมันเอง

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

PASH เปลี่ยนผลไม้ไทย ให้เป็นธุรกิจสมูทตี้ที่สเกลได้จริง วางระบบด้วยวิธีคิดแบบวิศวกร

PASH ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์สมูทตี้ผลไม้ทั่วไป แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรม การผลิตเชิงอุตสาหกรรม และมุมมองแบบเชฟ มาหลอมรวมเข้ากับวัตถุดิบผลไม้ไทย จนเกิดเป็นแบรนด์เครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และสเกลได้จริง

T-Shed เสื้อยืด 2 in 1 สำหรับคนใส่แว่น ใส่ก็เท่ เช็ดแว่นก็ดี หมดปัญหาทำเลนส์เป็นรอย

คนใส่แว่น ต้องเคยประสบปัญหานี้! เผลอ “เช็ดแว่นด้วยเสื้อ” จนทำให้เลนส์เป็นรอยขีดข่วนโดย จาก Pain Point ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดไอเดียสุดครีเอทเสื้อยืด “T-Shed” (ทีเช็ด) ฟังก์ชันพิเศษออกมาที่สามารถใช้เช็ดแว่นได้จริง โดยไม่ทำให้เลนส์เป็นรอย

จากวิกฤตที่เกือบปิดโรงงาน สู่จุดเปลี่ยนของการสร้างแบรนด์เทวิกา เครื่องประดับที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก

จากธุรกิจครอบครัวที่เจียระไนพลอยและผลิตจิวเวลรี่ส่งออกมายาวนาน แต่เมื่อมาเจอกับโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างสะดุดลง รายได้แทบเป็นศูนย์ “เพนกวิน–ณัฐชยา” ทายาทรุ่นที่ 3 จึงตัดสินใจเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัว และสร้างแบรนด์เทวิกาจิวเวลรี่ที่มีชิ้นเดียวในโลกขึ้น