ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม แต่เริ่มจากทางตัน Jimmy Family Restaurant กับบทเรียนการสู้ไม่ถอย พลิกธุรกิจฟื้นกลับมาได้ ในวันที่เกือบล้ม

Text : Ratchanee P.


      "ถ้าวันหนึ่งคุณเรียนจบกลับมา แล้วพบว่าครอบครัวเหลือเงินในบ้านเพียง 5,000 บาท พร้อมหนี้สินก้อนโต และมีธุรกิจร้านอาหารที่กำลังจะเปิด คุณจะทำอย่างไร?"

     สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจคือบทสรุปของฝันร้าย แต่สำหรับ ไนน์-ภากร มหิทธาฤทธิกร นี่คือ ‘โจทย์ชีวิต’ ที่เขาถูกบังคับให้ต้องแก้ในวัยเพียง 22 ปี จากบัณฑิตวิศวกรรมไฟฟ้าจากอังกฤษ ต้องมาแบกรับภาระร้านอาหารที่ลงทุนไปกว่า 12 ล้านบาท ทั้งๆ ที่มีไม่ประสบการณ์มาก่อน และต้องผ่านวิกฤตใหญ่ถึง 2 ครั้ง ทั้งโควิด คู่แข่งรายใหญ่ที่มาเปิดร้านอาหารใกล้ๆ กัน

      แต่ใครจะเชื่อว่า ภายในเวลาไม่กี่ปี เด็กหนุ่มขี้อายที่เคยเดินไหว้ลูกค้าทุกโต๊ะเพื่อขอโอกาสครั้งที่สอง จะสามารถปั้น Jimmy Family Restaurant ให้กลายเป็นร้านอาหารมุดหมายสำหรับครอบครัว  

      วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่นิยามตัวเองว่าเป็น ‘คนสู้ไม่ถอย’ ผู้เชื่อว่าการทำธุรกิจคือการก้าวออกจาก Comfort Zone ตลอดเวลา  

ไม่ได้เริ่มจากความพร้อม แต่เริ่มจาก “ทางตัน”

     หากย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น เส้นทางของไนน์ไม่ได้ถูกขีดเส้นไว้ให้เป็นเจ้าของร้านอาหาร เขาเป็นนักศึกษาที่กำลังเตรียมตัวไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่ในช่วงที่ดรอปเรียนหนึ่งปีเพื่อรอจัดการเรื่องเอกสารและหน่วยกิต จุดเปลี่ยนเล็กๆ กลับเกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อคุณแม่ของเขาเริ่มปลูกผักสลัดที่ดินหลังบ้านเป็นงานอดิเรก

     “ตอนนั้นผมเห็นแม่ปลูกผัก ก็น่าจะเอาไปต่อยอดได้ เลยเริ่มเอาผักไปขายเป็นสลัดโรลใน Food Court เล็กๆใช้ชื่อว่า Jimmy Salad ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนก็เริ่มขยับขยายไปเปิดในห้างโรบินสันต่อ ตอนนั้นผมอายุแค่ 17-18 ปี ยอมรับเลยว่าตัดสินใจแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่มีระบบ ไม่มีการจัดการอะไรที่ดี พอถึงเวลาต้องไปเรียนต่ออังกฤษ ก็ฝากให้แม่ช่วยดูแลต่อ โดยที่ผมเองก็คิดว่าเป็นแค่รายได้เสริม”

     หลังจากนั้น ไนน์ใช้เวลาศึกษาต่อด้านวิศวกรรมไฟฟ้าที่อังกฤษนาน 2 ปี เขาตั้งใจว่าจะกลับมาเริ่มต้นอาชีพวิศวกรตามสายที่เรียนมา แต่เมื่อเรียนจบและเดินทางกลับประเทศไทย ความจริงที่รออยู่กลับไม่เป็นอย่างที่คิด สิ่งที่ได้รับรู้จากครอบครัวคือสถานะทางการเงินของที่บ้านกำลังมีปัญหาอย่างหนัก

     “พอกลับมาถึง แม่บอกความจริงกับผมว่า ครอบครัวเราล้มแล้วนะ ที่ผ่านมาต้องกู้เงินส่งผมเรียน และที่น่าตกใจกว่านั้นคือทั้งบ้านมีเงินเหลืออยู่แค่ 5,000 บาท กับหนี้สินก้อนโต ขณะที่กำลังจะเปิดร้านอาหารสาขา 2 ที่อ่างศิลา จ.ชลบุรี ซึ่งลงทุนไปกว่า 12 ล้านบาท ก่อนหน้านั้นเรามีสาขาแรกที่พอมีกำไร แต่ไม่พอแบกภาระทั้งหมด”

     คำว่า “ทางตัน” จึงไม่ใช่คำเปรียบเทียบ หากแต่คือสภาพความจริง

     “ตอนนั้นผมทะเลาะกับพ่อแม่เลย เขาไม่อยากให้ผมมาทำ กลัวผมเจ๊ง เพราะผมเพิ่งจบวิศวะ แต่ผมถามป๊ากับแม่ว่า ถ้าไม่ให้ผมมาดูแล แล้วร้านที่ลงทุนไปมหาศาลขนาดนี้จะไปต่อยังไง สุดท้ายเขาก็ยอมให้ผมเข้ามาทำเต็มตัว แล้วผมก็ตัดสินใจเปิดร้านทันทีเพื่อหวังหารายได้เข้ามาให้เร็วที่สุด”

     การตัดสินใจของเด็กวัย 22 ปีในวันนั้น จึงไม่ใช่ความฝันที่อยากเป็นเจ้าของกิจการ แต่คือความจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบ

บทเรียนราคาแพงของมือใหม่วัย 22

     ด้วยวัยเพียง 22 ปี ไนน์ต้องแบกรับภาระทางการเงินก้อนใหญ่ ขณะที่ประสบการณ์บริหารร้านอาหารแทบเป็นศูนย์ ประสบการณ์เดียวที่เขามีคือการเป็นพนักงานเสิร์ฟพาร์ตไทม์สมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ

     การเปิด Jimmy Family Restaurant สาขา 2 จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงตั้งแต่วันแรก

     “ช่วงแรกบอกเลยว่าเละไม่เป็นท่า ผมไม่มี Supplier ในมือเลย ระบบบริหารจัดการพนักงานก็ไม่มี วันแรกที่เปิดร้าน ลูกค้ารออาหารนานถึง 2 ชั่วโมง ร้านอาหารอะไรไม่มีช้อนซุป ไม่มีจานสำหรับเด็ก อาหารไม่ตรงปกบ้าง ผมโดนลูกค้าตะโกนด่ากลางร้าน จนต้องเดินไหว้ลูกค้าทุกโต๊ะเหมือนหาเสียงเลือกตั้ง ในใจตอนนั้นมันท้อมาก แต่เราถอยไม่ได้ เพราะเราเอาเงินทั้งบ้านมาวางไว้ตรงนี้หมดแล้ว”

     ไนน์ ยอมรับว่าช่วงแรก ลูกค้าหล่นหายจำนวนมาก ความเชื่อมั่นต้องสร้างใหม่แทบทั้งหมด ผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน ระบบเริ่มเข้าที่ เมนูเริ่มนิ่ง ซัพพลายเออร์เริ่มลงตัว ลูกค้าเริ่มกลับมาให้ “โอกาสครั้งที่สอง” แต่ในจังหวะที่กำลังตั้งหลักได้ วิกฤตการณ์โลกอย่างโควิด-19 ก็เข้ามาซ้ำเติมทันที

     ในช่วงปีแรกที่เพิ่งเก็บเงินได้ 1 ล้านบาทแรก เงินก้อนนั้นก็แทบละลายหายไปกับผลกระทบของโรคระบาด แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้เองที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นในฐานะผู้นำ

     “โควิดคือบทพิสูจน์ความเป็นเจ้าของร้านของผมจริงๆ ตอนนั้นผมอายุแค่ 22-23 ปี พนักงานไม่เกรงใจผมเลย ผมเองก็กลัวพนักงานจนไม่กล้าเรียกประชุม แต่พอวิกฤตมา ผมตัดสินใจไม่ไล่พนักงานออกแม้แต่คนเดียว และไม่ลดเงินเดือนใครเลย เราเปลี่ยนมาขายข้าวกล่องเดลิเวอรี่ จนทำยอดขายได้หลักล้านต่อเดือน แม้ร้านจะขาดทุนแต่เราก็พาทุกคนประคองตัวผ่านมาได้ จุดนั้นเองที่พนักงานเริ่มศรัทธาในตัวผม และผมก็กล้าเรียกตัวเองว่า ‘เจ้าของร้าน’ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

 

Allen Cafe House ความคิดที่สวนกระแส แต่คืนทุนใน 8 เดือน

     ในระหว่างที่ร้าน Jimmy Family Restaurant เริ่มเป็นที่รู้จัก ไนน์สังเกตเห็นช่องว่างบางอย่างจากเสียงบ่นของลูกค้าที่ว่า “ทำไมร้านอาหารถึงไม่มีกาแฟดีๆ เสิร์ฟ” ความคิดที่จะทำร้านกาแฟจึงเริ่มต้นขึ้น แต่แทนที่จะทำแบบที่ใครๆ ก็ทำกัน เขากลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป

     “ผมเป็นคนทำกาแฟดื่มเองที่บ้านอยู่แล้ว พอคิดจะทำกาแฟขายในร้าน หลายคนบอกผมว่าจะลงทุนล้านกว่าบาทเปิดคาเฟ่อีกหลังในที่ดินผืนเดียวกันทำไม แค่ซื้อเครื่องชงกาแฟมาตั้งที่เคาน์เตอร์บาร์เดิม ลงทุนแค่ 2 แสนบาทก็จบแล้ว แต่ผมกลับมีความคิดเพี้ยนๆ คือผมไม่อยากให้กาแฟที่ผมตั้งใจทำเป็นแค่ Optionในเมนูอาหาร”

     ไนน์ตัดสินใจลงทุนกว่า 1.5 ล้านบาท สร้าง Allen Cafe House ขึ้นมาในพื้นที่เดียวกันแต่แยกตัวอาคารชัดเจน และใช้กลยุทธ์การตลาดที่แยกกันเด็ดขาด

     “ผมตั้งใจให้ทั้งสองร้านไม่ Mention ถึงกัน Allen ก็คือ Allen ส่วน Jimmy ก็คือ Jimmy เราอยากให้ลูกค้ามาที่นี่เพราะอยากมาคาเฟ่จริงๆ ไม่ได้มาเพราะเป็นของแถมจากร้านอาหาร หลายคนเพิ่งมารู้ทีหลังว่าอ้าว! เจ้าของเดียวกันเหรอ สรุปคือผมลงทุนล้านห้า แต่สามารถคืนทุนได้ภายในเวลาเพียง 8 เดือน ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับธุรกิจคาเฟ่”

เมื่อยักษ์ใหญ่มาเปิดข้างบ้าน กับเดิมพันครั้งสุดท้าย 2 ล้านบาท

     หลังจากผ่านพ้นช่วงโควิด Jimmy Family Restaurant เริ่มกลับมาเติบโตและทำกำไร จนทำให้ไนน์เริ่มรู้สึกชะลอการพัฒนา เขาใช้ชีวิตแบบน้ำเต็มแก้ว จนกระทั่งเจอวิกฤตครั้งที่สองที่ใหญ่กว่าเดิม เมื่อแบรนด์ร้านอาหารชื่อดัง มาเปิดสาขาอยู่ห่างจากร้านเขาเพียง 300 เมตร

     “จากยอดขายเดือนละ 2 ล้านบาท เหลือเพียง 8 แสนบาท เราเริ่มขาดทุนสะสมเดือนละหลายแสน จนกระทั่งสามเดือนสุดท้ายก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแผน ขาดทุนถึงเดือนละ 6 แสนบาท ผมเครียดจนต้องพบจิตแพทย์อยู่เป็นปี เพราะเขามีจุดขายเหมือนเรา คือมีฟาร์มผักเอง เมนูอาหารก็คล้ายกัน แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้เขาได้”

     ในช่วงที่มืดแปดด้าน ไนน์ตัดสินใจใช้ “เดิมพันครั้งสุดท้าย” กับเงินสด 2 ล้านบาทที่เหลืออยู่ เลือกที่จะเทหมดหน้าตักเพื่อปรับปรุงร้านเดิมให้แข็งแกร่งขึ้น เขาขยายพื้นที่เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่คู่แข่งทำไม่ได้ เช่น ห้องสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง คาราโอเกะ และพื้นที่จัดงานแต่งงาน พร้อมทั้งปรับปรุงเมนูอาหารให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัวและสายรักสุขภาพมากขึ้น

     “ผมคิดนานมากว่าถ้าเงิน 2 ล้านนี้ละลายหายไป ผมจะทำยังไงต่อ แต่ผมเชื่อในศักยภาพของสถานที่เดิม เราปิดร้านเพื่อรีโนเวทครั้งใหญ่ แล้วค่อยๆ กลับมาเปิดในเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านแล้ว ยอดขายมันค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเป็นขั้นบันได จนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เราทำยอดขายได้สูงที่สุดตั้งแต่เปิดร้านมา”

ฟาร์มหลังบ้าน และความฝันที่ยังไปไม่ถึง 100%

     จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Jimmy Family Restaurant ยังคงครองใจคนชลบุรี คือ ‘ผักสลัด’ ที่ส่งตรงจาก Jimmy’s Farm ซึ่งอยู่ถัดไปเพียงหลังบ้าน และ ‘โลจิสติกส์’ และความสดใหม่แบบ 100%

     “ผักสลัดของเราทุกต้นมาจากฟาร์มหลังบ้าน เราคุมคุณภาพเอง ไม่ต้องผ่านคนกลาง นอกจากผักสลัดแล้ว ตอนนี้พืชสวนครัวเกือบทั้งหมดที่ใช้ในร้าน ทั้งขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักชี ต้นหอม เราก็ปลูกเองเพื่อคุมต้นทุนและคุณภาพ”

     แม้ในวันนี้ธุรกิจจะดูลงตัวมากขึ้น แต่สำหรับไนน์ในวัย 28 ปี เขามองว่าความสำเร็จที่เห็นเป็นเพียง 30% ของแผนที่วางไว้เท่านั้น ในอนาคตอันใกล้ เขาเตรียมตัวจะขยายธุรกิจไปสู่การเป็น Supplier ส่งผักให้กับผู้ประกอบการทั่วชลบุรี และการเปิดตัวแบรนด์ ‘ข้าวกล่อง’ ในรูปแบบ Cloud Kitchen เพื่อเจาะตลาด Delivery โดยเฉพาะ  

 

“สู้ไม่ถอย” บทเรียนจากเถ้าแก่รุ่นใหม่ถึงคนอยากมีธุรกิจ

     ตลอด 6-7 ปีบนเส้นทางสายธุรกิจที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ไนน์เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มขี้อายที่กลัวการพบปะผู้คน มาเป็นเจ้าของธุรกิจที่กล้าทำคอนเทนต์ใน TikTok เพื่อสื่อสารกับคนรุ่นใหม่

     “ผมอาจจะให้ความรู้ด้านทฤษฎีธุรกิจไม่ได้มากเท่ากับไลฟ์โค้ช แต่สิ่งที่ผมกล้าบอกทุกคนคือเรื่อง ‘ความอดทน’ และ ‘ใจสู้’ ในวันที่เรามีภาระ Fixed Cost เดือนละ 2 แสนกว่าบาท ต้องเอาบ้านไปไฟแนนซ์ ต้องแบกหนี้ OD ในวัย 22 ปี มันไม่มีเวลาให้เราได้เศร้านานหรอก เราก็ต้องต่อสู้กับตัวเองและสถานการณ์ข้างหน้าให้ได้”

     ท้ายที่สุด ไนน์ทิ้งท้ายคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันว่า ไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างร้านที่หรูหราในช่วงแรก แต่ให้ใช้ “ไอเดีย” ในการดึงดูดลูกค้าและค่อยๆ เติบโตอย่างมั่นคง

     "การทำธุรกิจมันคือการออกจาก Comfort Zone ตลอดเวลา อะไรที่เรากลัว เราต้องฝ่ามันไปให้ได้”

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

เกือบอวสาน…เพราะไร้ตัวตนบนโซเชียล ภารกิจทายาท 13 เหรียญ  คืนชีพร้าน 50 ปี ด้วย TikTok ล้านวิว

ร้าน 50 ปี เกือบสะดุด... ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจ แต่เพราะ คนคิดว่าปิดไปแล้ว เมื่อแบรนด์หายไปจากหน้าจอ ข่าวลือจึงทำงานแทนความจริง นี่คือบทเรียนราคาแพงจากทายาท 13 เหรียญ กับภารกิจคืนชีพตำนานด้วย TikTok ล้านวิว!

เปลี่ยน Pain Point ให้กลายเป็นไอเดียธุรกิจ รวม 3 ธุรกิจพลิก “ปัญหา” ให้เป็นโอกาสทำเงิน

วันนี้มีตัวอย่าง 3 ธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก Pain Point โดยตรงของเจ้าของแบรนด์เอง จนนำมาต่อยอดกลายเป็นไอเดียธุรกิจ ที่เริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมยังไม่มีใครแก้ปัญหานี้สักที?”

MORNING HOUSE จากบ้านอาหารเช้า สู่ Destination จ.อุดรธานี ที่เติบโตด้วยการ “ฟัง” และ “ปรับตัว” ตลอดเวลา

จากประโยคง่ายๆ ว่า “อาหารเช้ากินตอนไหนก็ได้” สู่ร้านที่คนอุดรฯ และนักท่องเที่ยวตั้งใจมาเยือน MORNING HOUSE ไม่ได้โตเพราะกระแส แต่โตเพราะการฟังทุกเสียง ปรับทุกจุดเล็กๆ..เพราะความสำเร็จอาจไม่ใช่การวิ่งให้เร็วที่สุด แต่คือการไม่หยุดพัฒนา .