Text : Surangrak Su.
Photo : เรือนบุษบา
ในสายตาของหลายคน ธุรกิจดอกไม้อาจถูกมองว่าเป็นสินค้าที่ใช้เพื่อสร้างความสวยงามเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเหี่ยวเฉาและกลายเป็นขยะ แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ความสวยงามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
เพราะวันนี้ หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามว่า สินค้าหรือบริการที่เลือกใช้ ส่งผลต่อโลกอย่างไร และธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน
เรื่องนี้กำลังกลายเป็นโจทย์ใหม่ของธุรกิจจำนวนมาก รวมถึง “เรือนบุษบา” ร้านดอกไม้พรีเมียมที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี ซึ่งกำลังปรับตัวครั้งสำคัญ ด้วยการพาธุรกิจเข้าสู่แนวทาง “Regenerative Flower Service” หรือการบริการดอกไม้ที่คำนึงถึงการฟื้นฟูทรัพยากรและลดผลกระทบต่อโลกอย่างเป็นระบบ
จากนักจัดคอนเสิร์ต สู่ร้านดอกไม้คาเฟ่ยุคแรกของไทย
เบื้องหลังร้านดอกไม้แห่งนี้ คือ บิ๊ก-ปณิธาน ทองสถิตย์ ชายหนุ่มที่เส้นทางชีวิตไม่ได้เริ่มต้นจากดอกไม้เลย
ก่อนหน้านั้นเขาทำงานอยู่ในวงการอีเวนต์และคอนเสิร์ต ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อด้านโปรดักชันที่นิวยอร์ก และได้มีโอกาสทำงานพาร์ตไทม์ในร้านดอกไม้แห่งหนึ่งในย่านแมนฮัตตันเมื่อปี 2002
ช่วงเวลาเพียง 5–6 เดือนนั้น กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ เมื่อกลับมาประเทศไทย พร้อมแรงสนับสนุนจากคนรอบตัว ปณิธานจึงตัดสินใจเปิดร้านดอกไม้ของตัวเองในปี 2003 และตั้งชื่อว่า “เรือนบุษบา”
ร้านเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อย้ายมาที่ย่านหลังสวน ด้วยแนวคิดที่แตกต่างจากร้านดอกไม้ทั่วไปในยุคนั้น คือ การผสานร้านดอกไม้เข้ากับคาเฟ่เล็กๆ ให้ลูกค้าสามารถนั่งจิบกาแฟ กินเครปฝรั่งเศส และใช้เวลากับดอกไม้ได้
“ก่อนหน้านั้นผมทำคอนเสิร์ต แล้วอยากไปเรียนต่อด้านโปรดักชัน เลยไปอยู่ที่นิวยอร์ก จนมีโอกาสไปทำพาร์ตไทม์ในร้านดอกไม้ที่แมนฮัตตันประมาณ 5–6 เดือน พอกลับมาไทยก็มีคนเชียร์ให้ลองเปิดร้านดอกไม้ดู โดยเราอยากทำร้านดอกไม้ที่ต่างออกไป เลยเอาคอนเซปต์คาเฟ่เข้ามาใส่ กลายเป็นร้านดอกไม้ที่คนสามารถนั่งจิบกาแฟ กินขนม และใช้เวลากับดอกไม้ได้”
จาก “ประสบการณ์ดอกไม้” สู่บริการที่ลูกค้าไว้วางใจ
ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปี เรือนบุษบาไม่ได้หยุดอยู่กับรูปแบบธุรกิจเดิม แต่มีการพัฒนาแนวคิดของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเริ่มต้น ร้านใช้แนวคิด “The New Flower Experience” ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น กลุ่มลูกค้าก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยปัจจุบันกว่า 80% ของลูกค้าเป็นองค์กรและแบรนด์ลักชัวรี ซึ่งใช้ดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารแบรนด์และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ทำให้เรือนบุษบาต้องยกระดับมาตรฐานการบริการในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับออร์เดอร์ การออกแบบ ไปจนถึงการจัดส่ง แนวคิดจึงพัฒนาเป็น “The Finest Flower Service” ที่เน้นความละเอียดและความไว้วางใจของลูกค้า
“จริงๆ แล้วการทำธุรกิจดอกไม้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของดอกไม้ แต่เป็นเรื่องของความเชื่อใจ ลูกค้าต้องมั่นใจว่าสิ่งที่เราส่งไปจะสะท้อนตัวตนของแบรนด์เขาได้ ลูกค้าหลักของเรา คือ Corporate และ Luxury Brand เราเหมือนเป็นเครื่องมือของแบรนด์ในการทำ CRM เพื่อเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์
เมื่อ ESG กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของคู่ค้า
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรือนบุษบาเกิดขึ้นในช่วงปี 2023 เมื่อหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ขอให้ร้านจัดทำ ESG Score เพื่อใช้ประกอบการประเมินคู่ค้า คำขอครั้งนั้นทำให้ปณิธานต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องความยั่งยืนอย่างจริงจัง
“ตอนแรกเราก็คิดเหมือนกันว่า เราเป็นแค่ร้านดอกไม้ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ แต่พอศึกษามากขึ้นก็เริ่มเข้าใจว่าธุรกิจทุกประเภทสามารถมีผลกระทบต่อโลกได้”
เรือนบุษบาจึงตัดสินใจเข้าสู่การประเมินของ EcoVadis ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตรวจสอบมาตรฐานความยั่งยืนของซัพพลายเชนระดับโลกที่มีบริษัทเข้าร่วมมากกว่า 100,000 แห่ง โดยบริษัทได้กำหนดนโยบายความยั่งยืน 12 ข้อ ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
จากการประเมินล่าสุด เรือนบุษบาได้รับ คะแนน ESG 57 จาก 100 คะแนน อยู่ในกลุ่ม 47th percentile ของบริษัททั่วโลก และได้รับสถานะ EcoVadis Committed ในโลกธุรกิจปัจจุบัน มาตรฐานเหล่านี้เริ่มมีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าอย่างชัดเจน
“ทุกวันนี้แบรนด์ระดับโลกให้คะแนน ESG ในการเลือกคู่ค้ามากถึงประมาณ 30% ขณะที่เรื่องราคากลับลดลงเหลือแค่ 15–20% เท่านั้น เมื่อก่อนเราต้องแข่งกันว่าใครจัดดอกไม้สวยกว่า ราคาดีกว่า แต่วันนี้ธุรกิจต้องคิดด้วยว่าการทำงานของเรามีผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างไร”
ลดคาร์บอนจากดอกไม้นำเข้า ชูเอกลักษณ์ดอกไม้ท้องถิ่น
หนึ่งในผลกระทบสำคัญของธุรกิจร้านดอกไม้คือ การนำเข้าดอกไม้จากต่างประเทศ โดยปัจจุบันเรือนบุษบานำเข้าดอกไม้ประมาณ 60% จากประเทศเนเธอร์แลนด์, เอกวาดอร์, โคลัมเบีย และเคนย่า โดยผ่านซัพพลายเออร์ในประเทศ แม้ดอกไม้เหล่านี้จะมีมาตรฐานการผลิตที่ดี แต่การขนส่งทางอากาศกลับสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์จำนวนมาก
“ดอกไม้จากเอกวาดอร์ประมาณ 40–60 กิโลกรัม ถ้าบินมาถึงไทยหนึ่งครั้ง จะสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ประมาณ 2–3 ตันคาร์บอน สัปดาห์หนึ่งเรามีดอกไม้เข้าประมาณ 4 รอบ นั่นหมายความว่าคาร์บอนที่เกิดขึ้นค่อนข้างสูง นี่ยังไม่รวมจากประเทศอื่น”
โจทย์นี้ทำให้เรือนบุษบาเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการเพิ่มการใช้ดอกไม้ท้องถิ่นในประเทศ จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ดอกไม้ที่สามารถแข่งขันกับดอกไม้นำเข้าได้
ซึ่งปัจจุบันมีการทดลองพัฒนาดอกบานชื่นกว่า 100 รูปแบบ ให้มีสีสันโดดเด่นและสามารถอยู่ในแจกันได้นาน 5–7 วัน รวมถึงการยกระดับ กุหลาบมอญสายพันธุ์โบราณ ผ่านงานวิจัยด้านการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดการนำเข้า แต่ยังช่วยสร้างตลาดใหม่ให้กับเกษตรกรไทย
“เราพยายามสร้าง Demand สำหรับดอกไม้พรีเมียมในประเทศ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ต้องขายดอกไม้ในราคาถูก”
นวัตกรรมจัดการขยะ ลดของเสียเหลือเพียง 2%
นอกจากการลดคาร์บอนจากการนำเข้า เรือนบุษบายังให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียภายในร้านอย่างจริงจัง ภายในร้านมีระบบ แยกขยะมากกว่า 23 ประเภท เพื่อให้วัสดุแต่ละชนิดเข้าสู่กระบวนการกำจัดที่เหมาะสม เศษก้านดอก ใบไม้ และดอกไม้ที่เหลือจากการจัด จะถูกนำเข้าสู่เครื่องย่อยชีวภาพที่เรียกว่า “ชูชก” ซึ่งสามารถเปลี่ยนเศษพืชให้กลายเป็นวัสดุปรับปรุงดินได้ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่กระดาษและวัสดุบางประเภทจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการ RDF เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทน ผลลัพธ์ คือ ปัจจุบันร้านสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องส่งให้กรุงเทพมหานครกำจัด เหลือเพียง 2% จากเคยทิ้งเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
“ถึงแม้เราไม่ได้เริ่มจากการเป็นธุรกิจรักษ์โลก แต่เราเชื่อว่าทุกธุรกิจควรมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ พอเราเริ่มทำจริงจัง ก็เหมือนกับการเรียนรู้ว่าจะทำธุรกิจอย่างไรให้ถูกวิธี และสร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด”
เมื่อดอกไม้ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่คือความรู้สึก สำหรับปณิธาน ธุรกิจดอกไม้ไม่ใช่เพียงการขายสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่คือ การส่งต่อความรู้สึกจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
“จริงๆ แล้วเราไม่ได้คิดว่าเราขายดอกไม้ แต่เรากำลังส่งมอบความรู้สึกจากดอกไม้ที่มีผลต่อจิตใจของคน ซึ่งจริงๆ มีงานวิจัยด้านการบำบัดทางอารมณ์เกี่ยวกับดอกไม้จำนวนมาก ที่ช่วยทำให้คนรู้สึกดีขึ้น”
ในวันที่โลกธุรกิจให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ความสวยงามของดอกไม้จึงต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อโลก และสำหรับเรือนบุษบา การเดินทางครั้งใหม่ของธุรกิจอาจไม่ได้เป็นเพียงการจัดดอกไม้ให้สวยงามเท่านั้น แต่คือการพิสูจน์ว่า แม้ธุรกิจเล็กๆ ก็สามารถมีบทบาทในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกได้เช่นกัน
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี