‘PASSA silkwear’ หยิบผ้าไหมในชุมชนมาดีไซน์ให้กลายเป็นชุดเก๋

Text : Yuwadi.s



 

Main Idea 
 
  • ภาพจำของผ้าไหมในสายตาของคนทั่วไปอาจดูเป็นของล้ำค่า เป็นผืนผ้าทอราคาสูง เหมาะสำหรับสตรีรุ่นแม่หรือผู้หญิงสูงอายุเท่านั้น แต่ผ้าไหมในความคิดของสาวรุ่นใหม่อย่าง ภัสซา จีระนันทกิจ เจ้าของแบรนด์ PASSA silkwear นั้นมีความเปรี้ยว เก๋ เข้าถึงง่าย ใส่ได้ทุกวัน
 
  • เป้าหมายของแบรนด์ PASSA silkwear คือเปลี่ยน Mindset คนรุ่นใหม่ให้เห็นคุณค่าและหันมาใส่ผ้าไทยมากขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนผ้าทอของชุมชนด้วย


 
 
     ภาพจำของผ้าไหมในสายตาของคนทั่วไปนั้นอาจดูล้ำค่า เป็นผืนผ้าทอราคาสูง เหมาะสำหรับสตรีรุ่นแม่หรือผู้หญิงสูงอายุเท่านั้น แต่ผ้าไหมในความคิดของสาวรุ่นใหม่อย่าง ภัสซา จีระนันทกิจ นั้นแตกต่างออกไป เธอคลุกคลีกับผ้าไหมตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณแม่ของเธอหลงใหลและมักจะซื้อผ้าไหมมาเก็บสะสมเอาไว้ ความชอบผ้าไหมจึงส่งต่อมายังภัสซา แต่ด้วยความที่เป็นสาวสายแฟชั่น รักการแต่งตัว การใส่ผ้าไหมแบบเดิมๆ อาจจะไม่เข้ากับสไตล์ของเธอ ภัสซาจึงเริ่มต้นปรับลุคผ้าไหมให้ดูเข้าถึงง่ายมากขึ้น


     “ก่อนหน้านี้แก้ม (ภัสซา) เป็นแอร์โฮสเตส แล้วเราสังเกตว่ารุ่นพี่ที่เป็นแอร์ฯ เหมือนกันเวลาไปงานแล้วเขาเช่าชุด มันจะเหมือนๆ กันไปหมด ทำไมถึงไม่มีใครทำร้านเช่าชุดที่เป็นแนวอื่นบ้าง ทำไมเป็นโทนเดียวกันหมด เราจึงเริ่มต้นจากการทำร้านเช่าชุด พอเริ่มทำ ก็จะมีช่างประจำที่ตัดชุดราตรีเข้าร้าน แก้มจะชอบให้เขาตัดเสื้อผ้าให้เราใส่โดยเฉพาะ โดยส่วนตัวแล้วแก้มชอบผ้าไหมไทย เลยเลือกผ้าไหมให้ช่างที่ร้านตัดให้ใส่ในชีวิตประจำวันได้”





     หลังจากนั้นผ้าไหมไทยในสไตล์ภัสซาจึงถูกดีไซน์ออกมาในรูปแบบของเสื้อสายเดี่ยว ชุดเดรสสั้น ไปจนถึงกางเกง ช่วงเริ่มแรกผ้าไหมไทยแบบ Everyday Wear ที่ดูทันสมัยนั้นมาจากความชอบและสไตล์ชองภัสซาล้วนๆ แต่ความชอบของเธอนั้นกลับโดนใจสาวๆ รุ่นใหม่อีกมากมายที่กำลังมองหาทางเลือกการใส่ผ้าไทยที่ดูเปรี้ยว ดูเก๋ไก๋และไม่เชย


      “เริ่มจากคนที่ติดตามแก้ม เวลาลงรูปแล้วเขาเห็นเราใส่ก็มาถามว่าราคาเท่าไหร่ อยากใส่บ้าง เริ่มมีคนสั่งตัดตาม เราจึงเริ่มทำเป็น Ready-to-wear ทุกชุดแก้มจะออกแบบเอง เน้นสไตล์ที่วัยรุ่นมาก กระโปรงสั้น สายเดี่ยว เกาะอก ไม่ตีตลาดผู้ใหญ่เลยเพราะกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่เขาก็ใส่ผ้าไหมอยู่แล้ว แต่เราอยากให้วัยรุ่นหันมาใส่ผ้าไหมกันมากขึ้น”





     ภัสซาได้เล่าเคล็ดลับการออกแบบและการเลือกผ้าไหมให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเธอจะเดินทางไปเลือกผ้าด้วยตัวเองในแต่ละพื้นที่


      “ถ้าเราอยากได้ลายประมาณนี้จะต้องไปจังหวัดนี้ เช่น อำเภอปักธงชัย โคราช จะทำเป็นโทนพาสเทล ลายไม่โบราณจนเกินไป ส่วนบุรีรัมย์จะเข้มขึ้นมาหน่อย แต่ละพื้นที่เขาก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง”


     อีกหนึ่งเหตุผลที่ภัสซาอยากปรับลุคผ้าไหมให้วัยรุ่นเข้าถึงง่ายเพื่อต้องการสนับสนุนชาวบ้านที่ทอผ้าไทย เนื่องจากเธอมองเห็นปัญหาอย่างหนึ่งคือคนทอผ้ากำลังจะหายไปจากประเทศของเรา


     “ตัวเราเองชอบไปเดินงาน OTOP ก็จะเจอกลุ่มคุณป้า คุณยาย บางทีเราก็ตามไปหาเขาที่จังหวัดเลย คนที่ทอผ้าก็อายุเยอะกันหมดแล้ว เราถามว่าถ้าหมดรุ่นคุณยายใครจะทอต่อ เขาก็บอกว่าคงไม่มีเหมือนกัน ถ้าเราไม่อุดหนุนก็จะไม่มีผ้าไทยต่อไปในอนาคต เราชอบผ้าไทยมาก ลูกค้าบางคนมาตัดชุดแล้วขอแหล่งซื้อผ้า แก้มยินดีมาก เพราะอยากให้ช่วยกันอุดหนุนคนทอผ้าไทย”





     อุปสรรคสำหรับคนอยากใส่ผ้าไหมอีกเรื่องหนึ่งคือราคา เนื่องจากผ้าไหมมีราคาสูง ยิ่งนำมาใช้ตัดเสื้อผ้า ทำแบรนด์ให้ราคาสูงขึ้น แต่เบื้องหลังราคาที่สูงนั้นคือคุณค่าของผ้าไทยที่ถูกถักทอขึ้นมาแต่ละเส้น ต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้งหมู่บ้าน ใช้ประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาทั้งชีวิตของคุณยาย ถ่ายทอดออกมาเป็นผ้าไหมหนึ่งผืน


     “การทำผ้าไหมหนึ่งผืน ขั้นตอนมันยาวมากประมาณ 3 เดือน และไม่ใช่ว่าบ้านนี้เป็นของคนนี้ทำคนเดียว แต่จะเป็นบ้านหลังนี้ทำขั้นตอนนี้ อีกหลังทำขั้นตอนนี้ ต้องให้ทุกคนในชุมชนช่วยกัน การที่เราไปอุดหนุนผ้าไทยไม่ใช่แค่การอุดหนุนบ้านหลังใดหลังหนึ่งแต่เป็นการอุดหนุนคนทั้งชุมชน สมมติว่าผ้าผืนละ 1 เมตร 80 เซนติเมตร ใช้เวลา 3 เดือน ผ้า 1 ผืน ต้องหารกัน 10 คน ก็ตกแค่คนละไม่กี่บาทเอง เราไม่ได้มองว่าผ้าไหมแพง แต่เรามองว่ามันคุ้มค่ากับแรงงานและกระบวนการที่ผ่านมาของเขา คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผ้าผืนนี้ถูกทำมา 18 ขั้นตอนหรือใช้คนในบ้านกี่หลังช่วยกันทำ เขาจะมองแค่ว่าผ้าผืนนี้มันแพง หลายพัน บางผืนแตะ 2 หมื่น คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ามันแพงเพราะอะไร เรารู้สึกว่าถ้าทำให้คนเข้าใจและรู้ว่าผ้าไหมหนึ่งผืนมีคุณค่าเพราะอะไร ผ่านอะไรมาบ้าง น่าจะทำให้คนเห็นความสำคัญและให้คุณค่ากับผ้าไหมมากขึ้น”


     สิ่งที่สาวสวยอดีตแอร์โฮสเตสลุคเปรี้ยวได้บอกกับเราคือ ผ้าไหมไม่ใช่แค่ผ้าผืนหนึ่งที่ถูกทอขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมแรงกายแรงใจของคนในชุมชน ถักทอด้วยฝีมือล้ำค่าของคุณยายที่ตีเป็นราคาไม่ได้
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: ENTREPRENEUR

ไม่อร่อยให้ต่อย จากโรงงานไอติมเล็กๆ ย่านพระราม 2     สู่แบรนด์ไวรัลทะลุล้านในหนึ่งวัน     

ไม่อร่อยให้ต่อย! นี่ไม่ใช่คำท้า แต่เป็นชื่อแบรนด์ไอศกรีมน้องใหม่ ที่สร้างไวรัลทะลุ 1 ล้านวิวในวันเดียว เพราะไม่ใช่แค่รสชาติที่ถูกปาก แต่ความกวนยังโดนใจ ด้วยกิมมิคที่คนพูดถึงกับการต่อยแท่นต่อย ที่รับไอติมฟรีๆ ไปเลย ถ้าทำได้ 55 คะแนน

จีนไอเดียดี เปิดศูนย์รวม ‘ช่างหญิงล้วน’ ตอบโจทย์ลูกค้าสาวโสด อยู่คนเดียว ก็เรียกใช้บริการซ่อมได้แบบไร้กังวล

38fixers ศูนย์รวมช่างหญิงล้วน เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้บริการที่เป็นผู้หญิงและต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว โดยมีให้เลือกสารพัดช่าง ทั้งช่างไฟฟ้า, ช่างประปา, ช่างแอร์ ฯลฯ ซึ่งหากมีช่างผู้หญิงให้เลือก ก็รู้สึกสะดวกใจ และปลอดภัยได้มากกว่า

ทำไมต้องขายแค่ 38 แก้ว? เจาะแนวคิด มิตรไทย Coffee คาเฟ่เล็กๆ กลางทุ่งนาที่หลายคนยอมตื่นเช้ามารอคิว

มิตรไทย Coffee ร้านกาแฟเล็กๆ ที่เติบโตจาก “เวลา” และ “ความสัมพันธ์” กับผู้คน จากร้านเรียบง่ายสู่บทใหม่ใน eBaannog Land บ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นกลางทุ่งนา ที่ขายเพียงวันละ 38 แก้ว เพื่อให้ไดคุณภาพและความใส่ใจในทักแก้วที่ชง