Text: VaViz
ธุรกิจของคุณวันนี้กำลังถูกหนี้สะสมกัดกินโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า?
ปัญหาใหญ่ที่ SME จำนวนไม่น้อยต้องเผชิญคือการหมุนเงินไม่ทัน ค่าใช้จ่ายวิ่งแซงรายรับ จนจำเป็นต้องพึ่งพาหนี้ระยะสั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากหนี้ที่เคยมีไว้เพื่อพยุงกิจการในวันที่ยอดขายสะดุด กลับค่อยๆ แปรสภาพเป็นภาระถาวรที่ดูดกระแสเงินสดไปทุกเดือน
สถานการณ์ไม่สู้ดีแบบนี้ จัดการได้ด้วย “Pizza Budgeting” หรือเทคนิคจัดสรรการเงินแบบง่ายๆ เหมือนการมอง “พิซซ่า 1 ถาด” แล้วแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ตามค่าใช้จ่ายต่างๆ ของธุรกิจ ซึ่งเมื่อเห็นชัดว่าแต่ละชิ้นกินพื้นที่เท่าไร เจ้าของธุรกิจก็จะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่า ควรเพิ่ม ลด หรือควบคุมส่วนไหน หรือหนี้ส่วนไหนควรถูกจัดการก่อน เพื่อให้สามารถกลับมาคุมการเงินได้จริง และค่อยๆ คลี่คลายปัญหาหนี้ได้อย่างเป็นระบบ
“พิซซ่า 1 ถาด” กับการหยุดวงจรหนี้
แนวคิดหลักๆ ของ Pizza Budgeting ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แค่มองว่า
- พิซซ่า 1 ถาด = เงินสดทั้งหมดที่ธุรกิจมีหรือคาดว่าจะได้รับจริงในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน
- พิซซ่าแต่ละชิ้น = หมวดค่าใช้จ่ายหรือการกันเงินไว้ใช้ในอนาคต
- กฎเหล็ก 3 ข้อที่ควรจำคือ
1. อย่าใช้เงินเกินกว่าขนาดพิซซ่าที่มี
2. ต้องมีชิ้นที่กันไว้เป็นเงินสำรองเสมอ
3. ถ้าชิ้นหนึ่งใหญ่เกินไป ชิ้นอื่นต้องเล็กลง ไม่ใช่ขยายถาดด้วยหนี้โดยไม่จำเป็น
#Step ที่ 1: กำหนด “ขนาดพิซซ่า” ให้ตรงกับความจริง
ก่อนแบ่งงบประมาณ ต้องรู้ก่อนว่าเดือนนี้มีพิซซ่าขนาดเท่าไร ซึ่งก็คือเงินที่คาดว่าจะเข้าแน่นอน ไม่ใช่ยอดขายตามบิลหรือใบสั่งซื้อ แต่เป็นเงินที่เก็บได้จริง เช่น เงินสด เงินโอน หรือยอดที่ลูกค้าจ่ายแล้ว
เคล็ดไม่ลับคือ ควรใช้รายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 – 6 เดือน เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริง ไม่มองโลกสวยหรือแย่เกินไป ซึ่งเมื่อรู้แล้วว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนเป็นเท่าไร จะช่วยให้สามารถแบ่งพิซซ่าออกเป็นชิ้นต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผล
ที่สำคัญ การประเมินเงินเข้าแบบระมัดระวังยังจะช่วยให้ไม่วางแผนเกินตัว และลดความเสี่ยงที่เงินจะขาดมือกลางเดือนได้
#Step ที่ 2: แบ่งชิ้นพิซซ่าตามหมวดค่าใช้จ่าย
แม้ว่าสัดส่วนของพิซซ่าอาจแตกต่างกันไปในแต่ละธุรกิจ แต่โดยทั่วไปสามารถแบ่งเป็นโครงสร้างทางการเงินได้ ดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายจำเป็น + Fixed Cost ชิ้นนี้มักเป็นชิ้นที่ใหญ่ที่สุด ประมาณ 40 – 55% ของรายได้ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายประจำอื่นๆ หากชิ้นนี้กินพื้นที่มากเกินไป อาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจกำลังแบกรับต้นทุนสูงเกินความจำเป็น ซึ่งควรหาทางปรับปรุงแก้ไขก่อนเกิดการสร้างหนี้
ทางที่ดีต้องรู้จักคุมค่าใช้จ่ายหรือไม่กินพิซซ่าเกินครึ่งถาด เพราะหากเกิน แสดงว่าธุรกิจเริ่ม “กินเกินถาด” และมีความเสี่ยงต้องกู้เพื่อพยุงกิจการ ดังนั้น การเห็นสัดส่วนชัดๆ แบบนี้ จะช่วยให้ SME กล้าตัดสินใจลดต้นทุนหรือปรับโมเดลธุรกิจได้เร็วขึ้น
2. กำไรสุทธิของธุรกิจ กำไรควรถูกจัดเป็นชิ้นพิซซ่าด้วยเช่นกัน ประมาณ 10 – 20% ของรายได้ ซึ่งหลาย SME ทำงานหนัก แต่ไม่เคย “กันกำไร” ไว้จริงจัง ทำให้ธุรกิจไม่มีเงินสะสมหรือเงินต่อยอดในอนาคต ทั้งนี้ กำไรที่สะสมได้จะกลายเป็น “กันชน” ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องพึ่งเงินกู้ทุกครั้งที่ยอดขายตกหรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
3. เงินเดือนตัวเอง เจ้าของธุรกิจควรได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ประมาณ 10 – 15% ของรายได้ และต้องแยกออกจากกำไรอย่างชัดเจน วิธีนี้จะช่วยให้เห็นว่า ธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองได้จริงหรือไม่ ลดปัญหาการต้องไปหยิบยืมอย่างไม่เป็นระบบ รวมถึงเห็นได้ทันทีว่ากำลังใช้เงินอนาคตอยู่หรือเปล่า ซึ่งสามารถช่วยหยุดพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดหนี้พอกเร็วได้
4. งบการตลาด ชิ้นนี้อาจมีสัดส่วนอยู่ที่ 5 – 15% ของรายได้ เพื่อใช้สำหรับการโฆษณา การพัฒนาสินค้า ระบบ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ธุรกิจ
5. เงินสำรอง ภาษี และเหตุฉุกเฉิน อีก 5 – 10% ควรจัดไว้สำหรับภาษี เงินสดสำรอง และเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การมีพิซซ่าชิ้นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันไม่ให้ธุรกิจต้อง “ยืมเงินในอนาคตมาใช้” หรือ “ต้องไปกู้ยืม” เมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้า และทำให้ค่าใช้จ่ายที่เคย “โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว” กลายเป็นเรื่องที่รับมือได้ โดยไม่ต้องพึ่งสินเชื่อระยะสั้นดอกเบี้ยสูง
#Step ที่ 3: ตั้งกติกา “ขอบพิซซ่า”
ขอบพิซซ่าคือกติกาที่เจ้าของธุรกิจต้องยึดไว้ เช่น ห้ามเพิ่มงบในหมวดใดหมวดหนึ่ง หากไม่ลดจากหมวดอื่น ห้ามใช้เงินสำรองเพื่อค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการขยายถาดด้วยหนี้ระยะสั้น หากยังไม่เห็นเงินสดเข้ามาอย่างชัดเจน
การตั้งกติกาแบบนี้สามารถช่วยสร้างวินัยทางการเงิน และลดการตัดสินใจจากอารมณ์หรือความคาดหวังเกินจริงได้
#Step ที่ 4: ตรวจพิซซ่าอย่างสม่ำเสมอ
Pizza Budgeting จะได้ผลก็ต่อเมื่อมีการเช็กอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งหรือเป็นประจำทุกเดือน โดยเปรียบเทียบงบที่วางไว้กับค่าใช้จ่ายจริง หากพบว่าชิ้นใดเริ่มบาน เช่น ค่าโฆษณาสูงแต่ยอดขายไม่เพิ่ม ต้องรีบปรับทันที ไม่ปล่อยให้ลามทั้งถาด หรือถ้าเริ่มเห็นว่าต้องยืมเงินเพื่อเติมชิ้นใดชิ้นหนึ่ง นั่นคือสัญญาณเตือนให้ปรับโครงสร้างก่อนที่หนี้จะโตเกินควบคุม
เทคนิคง่ายๆ แบบ Pizza Budgeting เป็นอีกวิธีที่จะช่วย SME หยุดการสร้างหนี้ใหม่โดยไม่รู้ตัว ทำให้ธุรกิจสามารถใช้เงินตามความเป็นจริง มีกำไร มีเงินสำรอง และลดการพึ่งพาการกู้ยืม เรียกได้ว่าเมื่อพิซซ่าถูกแบ่งอย่างมีวินัย หนี้ก็จะไม่โตเร็ว และธุรกิจจะกลับมาควบคุมอนาคตทางการเงินของตัวเองได้อีกครั้งนั่นเอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี