Text : nimsri.
เคยไหม…ตั้งใจจะเก็บเงินทุกเดือน แต่สุดท้ายก็ไม่เหลือให้เก็บสักที
คำถามคือ เราออมไม่เก่งจริงๆ หรือแค่ “จัดลำดับความสำคัญผิด”?
ลองปรับ Mindset แล้วมาทำความรู้จักกับ Reverse Budgeting หรือ “การจัดทำงบประมาณแบบย้อนกลับ” ตัวช่วยที่จะทำให้คุณออมเงินได้ง่ายขึ้น ไม่หลุดโฟกัส และไม่รู้สึกอึดอัดกับการใช้ชีวิต
Reverse Budgeting คือ อะไร
อยากให้ลองนึกภาพตามดูก่อน โดยปกติแล้วเวลามีรายได้เข้ามา ไม่ว่าเงินเดือน หรือรายได้ธุรกิจในแต่ละเดือน สิ่งแรกที่เรามักจะทำ ก็คือ
1. เคลียร์รายจ่ายประจำที่เกิดขึ้น (Fixed Cost) เช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าเช่าสถานที่ ฯลฯ
2. เสร็จแล้วจึงค่อยตามมาด้วยการวางแผนงบประมาณค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน, สิ่งที่อยากได้ ฯลฯ
3. สุดท้าย จึงค่อยแบ่งบางส่วนที่เหลือเป็นเงินเก็บ…แต่ปัญหา คือ ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเหลือ
แต่สำหรับแนวคิด Reverse Budgeting คือ การวางงบประมาณค่าใช้จ่ายแบบกลับด้าน โดยให้หักเงินออมก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงค่อยนำเงินที่เหลือไปจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายประจำ หรือรายจ่ายอื่นๆ เมื่อทำแบบนี้ เงินออมจะถูกกันไว้เรียบร้อย ส่วนเงินที่เหลืออยู่เหมือนเป็นโบนัส สามารถใช้ได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องรู้สึกผิด
แนวคิด “จ่ายให้ตัวเองก่อน” (Pay Yourself First)
โดยวิธีคิด Reverse Budgeting นี้ มีมีรากฐานมาจากแนวคิดคลาสสิกที่เรียกว่า Pay Yourself First – จ่ายให้ตัวเองก่อน ซึ่งถูกพูดถึงมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 โดย จอร์จ ซามูเอล คลาสัน (George S.Clason) นักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จในเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา
ซึ่งเล่าว่าเพื่อนนักธุรกิจของเขามักแบ่งรายได้ 1 ใน 10 เก็บออมก่อนเสมอ และใช้ชีวิตด้วยรายได้ที่เหลือ 9 ส่วน โดยไม่ได้รู้สึกขาดแคลนเลย โดยมองว่า “เงินที่หามาได้ทั้งหมด ควรแบ่งส่วนหนึ่งกันไว้ให้ตัวเองด้วย” จนเป็นที่มาของคำว่า “จ่ายให้ตัวเองก่อน”
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ คือ อย่ารอให้เหลือแล้วค่อยออม แต่ให้ “ออมก่อน” แล้วใช้เงินที่เหลือแทน
4 ขั้นตอนทำ Reverse Budgeting ให้ได้ผลจริง
เพื่อให้แนวคิด Reverse Budgeting สัมฤทธิ์ผล คุณควรทำตามขั้นตอน ดังนี้
1. สำรวจการใช้จ่ายของตัวเอง เริ่มจากเริ่มจากดูว่าแต่ละเดือนใช้เงินไปกับอะไรบ้าง เพื่อประเมินว่าเราสามารถออมได้แค่ไหน โดยไม่กระทบค่าใช้จ่ายจำเป็น
2. หักเงินออมทันที ทันทีที่มีรายได้เข้ามา เช่น เงินเดือน ให้กันเงินส่วนที่ต้องการออมหรือลงทุนไว้ก่อนเป็นอันดับแรก เสมือนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องเกิดขึ้นทุกเดือน
3. จัดการชำระค่าใช้จ่ายจำเป็น นำเงินส่วนที่เหลือไปชำระค่าใช้จ่ายจำเป็น (Fixed Costs) เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้เกิดหนี้สะสม
4. ใช้ส่วนที่เหลือได้อย่างสบายใจ เงินส่วนสุดท้ายที่เหลือจากการออมและค่าใช้จ่ายจำเป็น จะเป็นเงินที่สามารถใช้จ่ายส่วนตัว ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องรู้สึกผิด
ข้อดีของ Reverse Budgeting
- การันตีเงินออมเพื่อให้แน่ใจได้ว่ามีเงินออมทุกเดือน
- ลดนิสัยฟุ่มเฟือย ช่วยจำกัดวงเงินใช้จ่ายจริง ทำให้ไม่ใช้เงินเกินตัว
- ลดความเครียด ไม่ต้องกังวลเรื่องบริหารเงินจุกจิกตลอดเดือน แค่กันเงินไว้ก่อนก็พอ
- ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แม้แต่ผู้ที่มีสมาธิสั้น ไม่ชอบเรื่องตัวเลข ก็สามารถจัดเรียบการเงินตัวเองได้ง่ายขึ้น จนทำให้มีเงินออมขึ้นมาได้
3 เคล็ดลับช่วยให้สำเร็จ ออมเงินได้จริง
1. เก็บเงินออม ให้เป็นเหมือนค่าใช้จ่ายประจำ เพื่อไม่ให้เกิดข้อแม้ขึ้น ลองใช้วิธีมองเงินออมเป็นเหมือนรายจ่ายประจำสักอย่างหนึ่งที่คุณต้องจ่ายทุกเดือนดูสิ วิธีนี้จะช่วยให้คุณตัดใจได้ง่ายขึ้น อย่างไม่ลังเล และไม่งอแงที่จะแบ่งเงินบางส่วนเพื่อเก็บไว้
2. ออมง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องแจงรายละเอียด จำไว้ว่า Reverse Budgeting คือ แนวคิดการออมเงินแบบง่ายๆ ที่แม้ต่อให้ไม่มีการวางแผนค่าใช้จ่ายแบบละเอียดยิบ คุณก็สามารถทำได้ เพียงแค่แบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ ให้ชัดเจน ส่วนที่ออมก็ต้องเก็บ ส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น ก็ต้องกันไว้
3. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน การมีเป้าหมายอาจช่วยให้การออมเงินของคุณดูมีความหมายมากขึ้น ช่วยกระตุ้นความคิดและจูงใจให้ทำสำเร็จได้มากขึ้น เช่น เก็บเงินไว้ซื้อของที่อยากได้ แต่ทั้งนี้ถ้าจะให้ดีควรวางเป้าหมายการออมระยะยาวเผื่อไว้ด้วยก็ดี เพื่อให้เป็นต้นทุนชีวิต
ที่มา : - https://shorturl.asia/eMhUa
- https://www.elevationfinancial.com/e135-how-to-implement-reverse-budgeting
- https://k-analytics.com/a-quick-history-on-paying-yourself-first/?utm_source=chatgpt.com
- https://www.nerdwallet.com/finance/learn/pay-yourself-first-reverse-budgeting
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี