กับดักลงทุนบ้าน-ที่ดินปีหน้า, โคตรอันตราย!

 






เรื่อง : ดร.โสภณ พรโชคชัย
    ประธานกรรมการบริหาร 
    ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย

 
            ปีหน้าถ้าเศรษฐกิจดี คนลงทุนซื้อบ้านและที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ก็คงดีสบายใจกันทั่วหน้า ราคาขึ้น ซื้อง่ายขายคล่อง แต่ถ้าไม่เป็นดังที่รัฐบาลท่านกำลังพยายามทำกระตุ้นอยู่ เราจะทำอย่างไรดี


            ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วที่ผมไปประเมินเขื่อนผลิตไฟฟ้าในเกาะชวา อยู่บนเครื่องบิน 3 ชั่วโมง ไม่มีอะไรทำเลยตะลุยอ่านหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ  แค่วันเดียวมีข่าวให้ผู้ที่สนใจซื้อบ้านและที่ดินได้พึงสังวรกันมากมาย  อันที่จริงรัฐบาลก็กำลังกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่  เราก็ต้องให้กำลังใจ  แต่ในอีกแง่หนึ่งเราท่านก็พึงมองต่างมุมไว้บ้างว่าหากไม่เป็นดั่งคิด เราจะมีทางหนีทีไล่กันอย่างไรบ้าง เพราะดูท่าเศรษฐกิจไทยปี 2559 จะไม่สดใสเอาเสียเลย


 
"จีดีพีไทยปีหน้าโต 3.8% ปีนี้หดเหลือ 2.8%"

            จะเห็นได้ว่าในตลอดปีที่ผ่านมาอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) ได้ถูกปรับลดลงมาโดยตลอด  ปีที่แล้วรัฐบาลก็บอกว่าจะเติบโต 4% ก็ลดลงสุดท้ายเหลือ 0.7-0.9% โดยธนาคารโลกประเมินให้เพียง 0.5%  ส่วนปี 2558 รัฐบาลท่านก็ว่าจะเติบโตใหญ่จากการลงทุน เลยตั้งเป้าไว้ที่ 4.5% แล้วค่อย ๆ ปรับลงเหลือ 4% 3.5% และล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลังของรัฐบาลเองก็ออกมาว่าเหลือ 2.8% แต่พอถึงสิ้นปีอาจลดลงเหลือ 2.5% ดังที่ธนาคารโลกพยากรณ์ไว้ก็เป็นได้  ยิ่งในปี 2559 ธนาคารโลกกลับยิ่งพยากรณ์ให้เหลือเพียง 2% ต่ำกว่าปีนี้เสียอีก

            อันที่จริงรัฐบาลก็มุ่งหวังจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของชาติ แต่ปี 2557 อาจไม่ถนัดนักเพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก่อนก็อยู่ถึงเดือนพฤษภาคม  แต่ปีนี้รัฐบาลประยุทธ์อยู่มาตลอดปีโดยไม่มีใครขัดขวาง ก็ยังไม่อาจนำพาประเทศให้เจริญเติบโตได้เช่นกัน  ก็น่าหนักใจและเห็นใจรัฐบาลอยู่เหมือนกัน  แต่ถ้าเกิดจีดีพีไทยยังไม่เฟื่องในปี 2559 อีก นอกจากจะทำให้ประชาชนอยู่ยากแล้ว รัฐบาลก็อยู่ลำบากเช่นกัน
 

 
"'แอตต้า' ชี้ธุรกิจท่องเที่ยวไฮซีซันโค้งสุดท้ายไม่แรง"

            ข่าวนี้ก็น่ากลัวเช่นกัน ปกติไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปี จะเป็นไตรมาสที่ทำกำไรเป็นล่ำเป็นสันที่สุด  แต่ทางสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยวหรือ (แอตต้า) กลับมาชี้ว่าท่าทางจะไม่ได้แรงดังหวังเสียแล้ว  นี่แสดงว่าความพยายามของท่านรัฐมนตรีว่าการการท่องเที่ยวฯ ที่ออกมาเสนอแนวคิด "หวือหวา" คงจะ "เหวอ" เสียมากกว่า เพราะนักท่องเที่ยวไม่เข้าเป้า


            อย่างไรก็ตามทางราชการก็อาจออกมาบอกว่าปีนี้นักท่องเที่ยวจะเข้ามามากที่สุดในประวัติศาสตร์ถึง 30 ล้าน   แต่ในความเป็นจริงนักท่องเที่ยวน่าจะแตะ 30 ล้านคนในปี 2557 แล้ว หากไม่มีปัญหาทางการเมืองที่ลงท้ายด้วยรัฐประหาร และปี 2558 น่าจะเพิ่มเป็น 36 ล้านคนแล้วด้วยซ้ำ   การที่การท่องเที่ยว "ไม่แรง" ก็ย่อมส่งผลต่อมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ตากอากาศ ไม่โตไปด้วยเช่นกัน


 
"ธปท.เผยหนี้เน่าไตรมาส 3 ขยับต่อเนื่อง"

            โดยหนี้เน่าอยู่ที่ 361,372 ล้านบาทหรือ 2.79% ของสินเชื่อรวม ขยับจาก 312,406 ล้านบาทในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เช่นกัน หรือขยับขึ้นถึง 16%  หากคิดในรอบ 1 ปีอาจเพิ่มขึ้นถึง 30% ก็ได้  นี่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยย่ำแย่หนัก  แม้รัฐบาลนี้จะมา "กู้ชาติ" แต่ด็แล้วกลับกู้ไม่ได้ผล  ในขณะที่ขณะนี้เรากลับส่งเสริมให้คนกู้กันยกใหญ่ไปซื้อบ้านเพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการพัฒนาที่ดิน พร้อมกับผ่อนปรนเงื่อนไขการปล่อยกู้ต่าง ๆ นานา  อย่างนี้จะกลายเป็นว่า ปัญหาหนี้เน่าน่าจะยิ่ง "บางเบอะ" ไปใหญ่ในอีก 1 ปีข้างหน้า  อย่างนี้แล้ว อาจกลายเป็นโอกาสให้คนช้อนซื้อสินค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ยึดมาขายทอดตลาดที่อาจมีราคาถูกลงได้


 
"จ่อปล่อยกู้เอสเอ็มอีร่อแร่ปลอดดอกเบี้ยยาว 5-10 ปี"

            นี่เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าขั้นหนักหน่วง (ไม่อยากบอกว่าย่ำแย่จัง) เพราะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมกำลังจะแย่  เราอาจกำลังไปผิดทางที่ทำให้พวกนี้กลายเป็นทาสเงินกู้ของรัฐบาล  ทุกอย่างจะ "กินน้ำใต้ศอก" ราชการไปหมด  และราชการยุคนี้ที่มาเป็นฝ่ายบริหารเสียเองโดยไม่มีตัวแทนประชาชนมาตรวจสอบ แถมยังมาออกกฎหมายเสียเองในนาม สนช. ก็อาจเกิดความไม่โปร่งใสในอีกแง่หนึ่งก็เป็นได้  การ "เลือกที่รักมักที่ชัง" ก็อาจจะเกิดขึ้น  อาการ "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า" เป็นสิ่งที่พึงระวัง

            อันที่จริงธุรกิจพัฒนาที่ดินหรือบ้านจัดสรร-คอนโดทั้งหลาย ควรได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นเอสเอ็มอีเช่นกัน เพราะธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และยิ่งเราส่งเสริมเอสเอ็มอี ก็ยิ่งไม่ทำให้เกิดการผูกขาด ยิ่งทำให้มีการแข่งขัน ผลประโยชน์ก็จะตกกับประชาชนผู้บริโภคในที่สุด


 
"'ลูกจ้าง' ซึมยาวโบนัสปี 58 วูบ"

            จากการสำรวจบริษัทใหญ่ ๆ ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พบว่าโบนัสปีนี้ลดลงอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กรณีนี้ย่อมนำมาสู่ความฝืดเคืองในปี 2559 อย่างไม่ต้องสงสัย  ทั้งนี้เมื่อกลางเดือนตุลาคม ก็มีข่าวว่า "'บิ๊กซี' มึน! กำลังซื้อภูธรหดหาย ชูขายสินค้าราคาถูกเรียกลูกค้า" แสดงให้เห็นว่าภาวะในขณะนี้ค่อนข้างแย่ และถ้ายังแย่ต่อเนื่องอีก ก็จะส่งผลต่อการซื้อบ้านของประชาชนเช่นกัน


 
"นอภ.บางปะอินตรวจม็อบชาวนา"

            ในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีขบวนม็อบชาวนามาหาท่านประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับความเดือดร้อนเรื่องราคาข้าว ที่เคยได้เกวียนละ 15,000 บาท เดี๋ยวนี้ลดลงไปเป็นอย่างมาก  ในขณะที่ราคายาางก็ยัง "สามโลร้อย" จากเดินกิโลกรัมละ 80 บาท  รัฐบาลก็พยายามที่จะอัดฉีดเม็ดเงินให้เป็นระยะ ๆ เพื่อบรรเทาบัญหา เช่น "เท 1.3 หมื่นล้านอุ้มสวนยาง" ส่วน "ม็อบชาวนาบุกจี้เคลียร์หนี้สิน"

            นี่ถ้าปี 2559 ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ความอดทนของชาวสวนยาง ชาวนาและเกษตรกรอื่นๆ ก็คงหมดลง และอาจจบลงด้วยการเดินขบวนสารพัดเช่นในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์  ความง่อนแง่นของสถานะของรัฐบาลก็จะเกิดขึ้น และความง่อนแง่นนี้ก็จะส่งผลลบต่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างประเทศในไทย  ผมในฐานะที่เป็นที่ปรึกษาการลงทุนของทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  ต่างก็เป็นห่วงสถานะทางการเมืองเช่นกัน



 
"ส่งออกปีหน้าไร้แวว 'ฟื้น'"

            การส่งออกที่ไม่ฟื้นในปี 2559 นั้นเป็นเครื่องชี้เป็นชี้ตายของเศรษฐกิจ ประเทศชาติและรัฐบาลประยุทธ์เลยทีเดียว เพราะถ้าเรานำเงินตราเข้าประเทศไม่ได้ดังหวัง เราก็ไม่ค่อยมีเงินมาจับจ่ายและหมุนเวียน  ลำพังการพึ่งนโยบาย "อัฐยายซื้อขนมยาย" คงหมุนวนไปได้ไม่กี่น้ำ

            ดูประเทศที่เติบโตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเมียนมา เวียดนาม การเติบโตอย่างเด่นชัดของประเทศล้วนเกิดจากการส่งออกทั้งสิ้น  แม้แต่จีนก็ต้องพึ่งการส่งออก  การจะมาซื้อขายกันเองภายในประเทศ เป็นเพียงแค่การปลอบใจกันเองเท่านั้น  เพราะไม่มีประเทศไหนอยู่ได้เองโดยไม่พึ่งพิงค้าขาย (จนได้กำไรงาม) จากประเทศอื่น


 
"ไทยตกอันดับประเทศน่าลงทุน"

            นี่เป็นปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลง ทั้งนี้ผลของการศึกษาเปรียบเทียบของธนาคารโลกที่ชี้ว่าอันดับของประเทศไทยลดลงจากอันดับที่ 46 เป็นอันดับที่ 49 จากทั่วโลก  ในอาเซียนไทยยังรองเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซีย  อย่างไรก็ตามการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามายังไทย หรือ Foreign Direct Investment (FDI) ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งพอ ๆ กับการส่งออก

            การผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าก็ดี ผลิตเพื่อการส่งออกก็ดี ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น  แต่ในขณะนี้ บริษัทขนาดใหญ่จากต่างประเทศหลายแห่งถอนทุนจากไทย ทิ้งอาคารและที่ดินไว้ แล้วไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ดังที่ปรากฏในจังหวัดนครราชสีมาและอื่น ๆ   ด้วยเหตุนี้อสังหาริมทรัพย์ประเภทห้องเช่า อะพาร์ตเมนต์ จึงถดถอยลง มีคนพักน้อยหรือแทบไม่มีคนพัก  กู้เงินมาทำอะพาร์ตเมนต์จึงไม่คุ้ม แต่ถ้าซื้อต่อ (ในราคาถูก) มา ก็ยังพอได้


            
แล้วเราจะปรับตัวอย่างไร

            หากสถานการณ์เศรษฐกิจดี ทุกคนก็คง "แฮปปี้" ไม่ต้องแนะนำอะไรกันมาก แต่เราจะทำอย่างไรดีหากเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2559 (ไม่ได้แช่ง แต่ไม่เชื่อก็พึงพิสูจน์)

            1. ถ้าท่านเป็นนักพัฒนาที่ดิน ก็คงต้องศึกษาข้อมูลให้จงดีว่า จะพัฒนาสินค้าใดดีโดยดูว่าสินค้าใดได้รับการต้อนรับจากมวลมหาประชาชนผู้ซื้อบ้านจริง ๆ  อย่าผลิตอะไรที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดเด็ดขาด  ยกเว้นเรารวยจัด แบบ "ขนหน้าแข้งไม่ร่วง" หากโครงการที่พัฒนา "เจ๊ง" ไป  เรายังต้องศึกษาวิจัยตลาดอย่างต่อเนื่อง เข้าทำนอง "รู้เขา รู้เราฯ"

            2. ถ้าท่านเป็นนักลงทุน ไม่ได้คิดซื้อไปอยู่อาศัย แต่ซื้อไปลงทุนเพื่อเพิ่มพูนมูลค่าและปล่อยเช่า ผมขอแนะนำให้หาซื้อทรัพย์เอ็นพีเอ หรือบ้านขายทอดตลาด โดยดูที่ "ราคาถูกและดี" ซึ่งต้องออกแรงไปเสาะหาให้ดีตามแหล่งซื้อต่าง ๆ เช่น กรมบังคับคดี บริษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคาร (แผนกขายทรัพย์) เป็นต้น

            3. ถ้าท่านเป็นผู้ซื้อบ้าน ท่านซื้อได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าบ้านจะลงราคาแบบปี 2540 เพราะคงไม่ได้แย่ไปขนาดนั้น  แต่สิ่งที่พึงสังวรก็คือต้อง "ทำการบ้าน" ให้ดี หาซื้อบ้านที่คุ้มค่าที่สุดในเชิงเปรียบเทียบกับโครงการอื่นโดยรอบ  จะซื้อบ้านมือหนึ่งหรือบ้านมือสองก็ได้ แต่ต้องศึกษาให้ดีก่อน อย่าซื้อบ้านแบบ "รักแรกพบ" หรือเห็นแก่ "พริตตี้" ที่มาขายบ้านอย่างเด็ดขาด!?!
 
          ขอให้ทุกท่านที่ลงทุนซื้อบ้าน-คอนโด-ที่ดินอย่างรอบรู้ ประสบความสำเร็จครับผม
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)


 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร