เพิ่งเริ่มงาน จะเก็บออมและลดค่าใช้จ่ายอย่างไรดี ?




เรื่อง : สุนิษา ค๊าสตารี iPrice



    หากจะพูดถึงเรื่องการออมเงิน เราคงจะจำคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ได้ว่ามีเงินต้องเก็บออม เหลือจากค่าขนมก็ควรนำมาหยอดใส่กระปุกออมสิน ก็อาจจะทำได้บ้าง แต่พอโตขึ้นเริ่มทำงานทำไมรู้สึกว่าการออมเงินแม้จำนวนสักเพียงนิดจากเงินเดือน ทำไมมันถึงยากขนาดนี้ เงินเดือนก็ได้เพียงเดือนละครั้ง จะเพิ่มก็เพิ่มไม่มาก หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องใช้เงินจำนวนมากจะทำอย่างไร

 
    มีคนจำนวนมากที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการจัดการทางการเงิน ส่งผลให้ในแต่ละเดือนมีเงินเก็บเพียงน้อยนิดหรือแทบไม่มีเลย เพราะจะต้องใช้หนี้บัตรเครดิตที่รูดไปโดยไม่จำเป็นเพียงเพราะต้องการจะสนองความต้องการของตนเองในระยะสั้นแต่ต้องจมอยู่กับความทุกข์ในระยะยาว


    เราต้องปรับวิธีการคิดจากการสร้างข้ออ้างที่บอกว่าออมเงินไม่ได้ หรือไม่มีแรงบันดาลใจ โดยลองทดลองออมเงินด้วยวิธีเหล่านี้ จะทำให้เห็นถึงความง่ายและผลลัพธ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเรารู้สึกภูมิใจในตัวเองระดับหนึ่ง เพราะยิ่งออมเงินได้มากขึ้นเท่าไหร่ ความสุขก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น


    สิ่งแรก ที่ควรทำหลังจากเงินเดือนออกทุก ๆ ครั้ง คือ การแบ่งเงินออกมาเพื่อนำไปเก็บออม โดยเงินที่กล่าวนี้จะฝากไว้กับบัญชีที่เปิดใหม่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือเป็นบัญชีที่รับเงินเข้า – ออกโดยตรง โดยการฝากอาจเป็นในลักษณะระยะสั้น หรือระยะยาวก็ได้ การทำแบบนี้ทุกเดือนจะเป็นการบังคับตัวเองให้ออมเงินทุกเดือน ซึ่งในปัจจุบันนี้การตัดเงินจากบัญชีเพื่อนำไปออมสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ เพียงแจ้งให้กับเจ้าหน้าที่ของธนาคารทราบ กำหนดวันเวลาและจำนวนเงินที่ต้องการจะหักในแต่ละเดือน เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป


    อย่างที่สอง การแบ่งจำนวนเงินที่จะใช้ในแต่ละวัน หลังจากการหักเงินส่วนหนึ่งเพื่อการออมแล้ว เริ่มโดยการตัดค่าใช้จ่ายที่จำเป็น อาทิเช่น ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าโทรศัพท์, ค่าห้อง(หากไม่ได้อยู่กับครอบครัว) และค่าเดินทาง สำหรับการใช้รถไฟหรือรถเมล์ หลังจากนั้นก็คิดว่าในแต่ละวันจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ สมมติว่าใน 1 วัน จำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวน 200 บาท แบ่งโดยการแลกเงินให้เป็นแบงค์ย่อยแล้วใส่ในถุงพลาสติกสำหรับการใช้ทุกวัน แล้วหยิบไปใช้เพียงวันละถุงเท่านั้น



    อย่างที่สาม การทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย แม้ว่าจะแบ่งเงินสำหรับการใช้จ่ายในแต่ละวันแล้ว การทำบันทึกรายรับ - รายจ่าย จะช่วยให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะในแต่ละวันอาจมีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ไม่เหมือนกัน มีการซื้ออะไรที่จำเป็นและไม่จำเป็นบ้าง เพื่อช่วยควบคุมรายจ่ายให้ลดลงอีกด้วย

 
    อย่างที่สี่ การเดินทางไปทำงานด้วยรถโดยสารประจำทาง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟหรือรถเมล์ นอกจากจะช่วยประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาและไม่ทำให้เสียอารมณ์เพราะรถติดอีกด้วย หากกำลังมองหารถยนต์สักคันเพราะอยากจะขับไปทำงานทุกวัน อยากให้คิดก่อนว่า มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน มันถึงเวลาแล้วหรือยัง สิ่งหนึ่งที่จะต้องคำนึงถึงเสมอของการซื้อรถยนต์ คือ มูลค่าของรถยนต์จะลดลงในทุก ๆ ปีหลังจากที่ซื้อมา ต่างกับมูลค่าของบ้านที่จะเพิ่มมากขึ้นและยิ่งหากอยู่ในทำเลที่ดี ก็จะช่วยเพิ่มราคาของบ้านมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากต้องการใช้รถยนต์ส่วนตัวยังไม่มีความจำเป็น ก็ควรจะรอไปก่อนจนกว่าจะพร้อมหรือมีเงินเหลือเก็บมากกว่านี้ 


    อย่างที่ห้า การเก็บเงินออมแยกกระปุก นอกจากการออมเงินโดยการตัดเข้าบัญชีอื่น ๆ โดยอัตโนมัติแล้ว การเก็บเงินออมใส่กระปุกก็เป็นหนึ่งวิธีที่คลาสสิกและได้ผลทุกครั้ง แน่นอนว่าชีวิตคนเรามีมากกว่าการทำงานและอยู่บ้าน การท่องเที่ยวหรือแสวงหาประสบการณ์อื่น ๆ ในชีวิตก็มีความสำคัญเช่นกัน ให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยการออมเงินไว้ใส่ในกระปุกและเขียนกำกับไว้ว่าเพื่อจุดประสงค์อะไร อาทิเช่น กระปุกแรกสำหรับการท่องเที่ยวทั่วยุโรป และอีกกระปุกหนึ่งสำหรับการเข้าคอร์สเรียนทำอาหาร เป็นต้น 


    และสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้สำหรับการออมเงินคือ การเก็บเหรียญหยอดกระปุก แม้จะเป็นเพียงเศษสตางค์ที่ดูน้อยนิด แต่หากรวมกันแล้วก็จะมีมูลค่ามากมายเช่นกัน เชื่อว่าในแต่ละวันทุก ๆ ครั้งที่มีการใช้จ่าย ก็จะได้เงินทอนที่เป็นเหรียญและธนบัตรสลันกันไป อย่าลืมที่จะหยอดเหรียญใส่กระปุกทุกครั้งที่กลับบ้าน 


    ทุกอย่างจะเป็นไปได้หากมีความอดทนและมีสติทุกครั้งก่อนการใช้จ่าย การวางแผนที่ดีจะทำให้ถึงจุดมุ่งหมายด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ 

“DO NOT SAVE WHAT IS LEFT AFTER SPENDING, BUT SPEND WHAT IS LEFT AFTER SAVING.”
                        CR. Warren Buffet

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี




 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร