​EIC ปรับจีดีพีเศรษฐกิจไทยโต 3.4% รับส่งออกฟื้นตัว

Text : อีไอซี


    ส่องทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2560 อีไอซีปรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทย (จีดีพี)เพิ่มขึ้นเป็น 3.4%YOY จาก 3.3% หลังการส่งออกฟื้นตัวชัดเจน เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป จีนและกลุ่มประเทศ CLMV มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าส่งออกที่จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วนราว 30% ของการส่งออกรวม อีไอซีจึงปรับประมาณการการขยายตัวของการส่งออกสินค้าของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 3.5%YOY จาก 1.5%YOY ในประมาณการครั้งก่อน





    อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศยังชะลอตัว จากสภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซาและรายได้เกษตรกรที่มีแนวโน้มลดลงใน ครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ อีไอซีคาดว่าเศรษฐกิจในประเทศครึ่งปีหลังจะได้แรงหนุนจากการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางของภาครัฐซึ่งจะช่วยให้กำลังซื้อปรับตัวดีขึ้นได้โดยเฉพาะในต่างจังหวัด


     ภาคเอกชนยังไม่จ้างงาน-เพิ่มกำลังการผลิต

    ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงไม่เพิ่มการ จ้างงานแม้การส่งออกจะขยายตัวได้ดีในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากการฟื้นตัวของการส่งออกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนที่ใช้แรงงานมากนัก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมากแต่กลับมีต้นทุนแรงงานเพียง 4% ของต้นทุนรวม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ยังคงชะลอการลงทุนใน สินทรัพย์ถาวร ได้แก่ การก่อสร้างและการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักร ส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจขนาด ใหญ่หันไปลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนของเงินลงทุนเพื่อควบ รวมกิจการต่อเงินลงทุนระยะยาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11% มาอยู่ที่ 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ความต้องการในการใช้ปัจจัย การผลิตใหม่รวมถึงการจ้างงานมีแนวโน้มที่จะขยายตัวน้อยลง


    อีไอซีมองว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่ง ปีหลังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประการด้วยกัน ได้แก่

    1. กำลังซื้อครัวเรือนชะลอตัว ทั้งจากรายได้เกษตรกรที่มี แนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และรายได้ครัวเรือนนอกภาคเกษตรที่อาจไม่ได้ถูกปรับขึ้นหากตลาดแรงงานยังไม่ฟื้นตัวซึ่งจะกระทบกับการใช้ จ่ายของกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง -น้อยที่มีภาระหนี้ครัวเรือนสูง อยู่แล้ว 


    2. ค่าเงินบาทแข็งเมื่อเทียบกับคู่ ค้าบางราย การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมามีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินบางประเทศ เช่น จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม หากเงินบาทยังคงแข็งค่าในลักษณะ นี้ต่อไปจะทำให้การส่งออกของไทย ในบางสินค้าที่ต้องแข่งขันกับประเทศดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบในด้านราคาได้ โดยสินค้าที่ต้องจับตา ได้แก่ กลุ่มอุปกรณ์กึ่งตัวนำ (semiconductor) ชิ้นส่วนโทรศัพท์ ยางพารา และข้าว


    3. ตลาดการเงินโลกมี ความเปราะบางเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาอย่างต่อเนื่องทั้งพันธบัตร หุ้น และสกุลเงินในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งเงินบาทไทย อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่ตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะข้างหน้าทั้งจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเริ่มลดขนาดงบดุลในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ตลาดการเงินโลกยังมีความเสี่ยงที่จะถูกกระทบจากปัญหาทางภูมิ รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ คาดเดาได้ยาก ทั้งความไม่แน่นอนในการบริหารรัฐบาลและนโยบายต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี และความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออก กลาง

RECCOMMEND: FINANCE

จากสงครามสู่ชั้นวางสินค้า  โลกผันผวนแบบนี้ ควรสต็อกเพิ่มไหม?

“วันนี้ควรสต็อกของเพิ่มไหม?” คำถามเดิมที่เคยตอบไม่ยาก กำลังซับซ้อนขึ้นในวันที่ต้นทุนผันผวน การตัดสินใจจึงไม่ใช่แค่เรื่อง จำนวนสินค้าอีกต่อไป แต่คือ การเลือกว่าจะวาง เงิน ไว้ตรงไหน ระหว่างในรูปของ “สินค้า” หรือ “เงินสด”

ทีทีบี เดินหน้าหนุน SME ไทย ดันสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” วงเงินสูง-ดอกเบี้ยพิเศษ เสริมสภาพคล่องธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ทีทีบี ตอกย้ำบทบาทพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการ SME เดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อและโซลูชัน “ทีทีบี เอสเอ็มอี สมาร์ท พลัส” ช่วยเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 333% ของมูลค่าหลักประกัน

เทคนิคการจัดการหนี้ บริหาร Clash Flow ให้ธุรกิจได้ไปต่อ ด้วย 5 หลักคิด S.M.A.R.T

บางครั้งหนี้อาจไม่ใช่ปัญหาของ SME แต่การไม่มีแผนต่างหากที่ทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ได้ หลายคนพยายามเร่งจ่ายหนี้ ลดต้นทุน แต่สุดท้ายกลับยิ่งตึง เพราะขาดระบบคิดที่ชัดเจน ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าลองวิธีใหม่ด้วยการใช้หลักคิดสุดคลาสสิกอย่าง S.M.A.R.T