P2P Lending ทางเลือกแหล่งเงินกู้ใหม่ SME







     P2P Lending นับว่าเป็นสิ่งใหม่ และยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักการแล้วแพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงจะเข้ามาเป็นทางเลือกแหล่งเงินทุนใหม่ แต่ยังได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสินเชื่อของผู้กู้รายย่อยให้มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ซึ่งตลาด P2P Lending ในหลายประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ก็มีการเติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง เช่น อังกฤษ และจีน ที่ล่าสุดไตรมาส 1/2561 ยอดสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มยังโตกว่า 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน มาแตะระดับ 5 พันล้านดอลลาร์ฯ และ 207 พันล้านดอลลาร์ฯ ตามลำดับ แต่ขณะเดียวก็พบว่าแพลตฟอร์มบางแห่งต้องปิดตัวลงด้วยปัญหาคุณภาพหนี้ 


P2P Lending  คืออะไร?

     P2P Lending คือ แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมระหว่างบุคคลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์  อีกผลผลิตหนึ่งจากการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการเงิน (ฟินเทค) ที่เปรียบเสมือนสถานที่นัดพบออนไลน์และจับคู่ระหว่างนักลงทุน (ผู้มีเงินออม) กับผู้ขอกู้ (ผู้ต้องการเงินทุน) โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน ซึ่ง ณ ขณะนี้ แพลตฟอร์ม P2P Lending ในไทย 4-5 ราย เริ่มเปิดให้บริการแล้ว แต่ยังอยู่ในวงจำกัด ทั้งฝั่งนักลงทุน ที่จำกัดเพียงนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน ส่วนฝั่งผู้ขอกู้ ยังจำกัดเพียงสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ขณะที่ในอนาคต ผู้ประกอบการมีความสนใจที่จะขยายไปสู่บริการสินเชื่อไม่มีหลักประกันแก่บุคคลทั่วไป เพียงแต่จะดำเนินการได้จริงในทางปฏิบัติก็ต่อเมื่อมีประกาศของ ธปท. และ/หรือ ก.ล.ต. ออกมารองรับแล้วเท่านั้น
 

     โดยหลักการ.. P2P Lending ช่วยเพิ่มทางเลือกแหล่งเงินทุนใหม่ให้แก่ผู้กู้รายย่อย  ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และเงื่อนไขการขอกู้ที่ผ่อนคลาย (เมื่อเทียบกับการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน)


     • เนื่องจากการปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์ม P2P Lending ดำเนินอยู่บนระบบดิจิทัล ทำให้ต้นทุนในบางกระบวนการปล่อยกู้อาจลดลงได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ขอกู้ได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ถูกลงตามไปด้วย โดยต้นทุนที่การปล่อยกู้ผ่านแพลตฟอร์มมีความได้เปรียบ (เมื่อเทียบกับการปล่อยกู้ของสถาบันการเงิน) มักเป็นประเภทต้นทุนที่สำคัญในอันดับต้นๆ สำหรับการปล่อยกู้รูปแบบเดิม เช่น ต้นทุนสาขา ต้นทุนพนักงาน ตลอดจนต้นทุนที่เกิดจากการปฏิบัติตามกฎกติกากำกับของทางการ กระนั้นก็ดี ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม มักจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มจากวงเงินสินเชื่อที่ผู้ขอกู้ได้รับด้วยเช่นกัน (ประมาณ 1-4% ของวงเงินสินเชื่อที่ผู้ขอกู้ได้รับ ) ซึ่งนับเป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่ผู้ขอกู้จะต้องเผชิญเพิ่มเติมจากต้นทุนดอกเบี้ย


     • แพลตฟอร์มบางแห่ง ยังได้ออกแบบให้มีกลไกการแข่งขันด้านราคาในระดับนักลงทุน ผ่านกระบวนการประมูลลูกหนี้ออนไลน์ ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำลงได้อีก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนอกจากจะอยู่บนพื้นฐานของความเสี่ยงของลูกหนี้แล้ว ยังอาจได้รับประโยชน์จากการแข่งขันดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ดี ณ ขณะนี้ อัตราดอกเบี้ยของทุกแพลตฟอร์มที่พบ จะถูกจำกัดเพดานไว้ที่ 15% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อไม่มีหลักประกันของสถาบันการเงินมีโอกาสสูงกว่า ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า


     • นอกจากนี้ โดยมากแพลตฟอร์ม P2P Lending จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยเฉพาะลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็กและขนาดย่อม ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จำนวนมาก มักเผชิญข้อจำกัดดังกล่าวจากการขอสินเชื่อสถาบันการเงิน จนในบางครั้งอาจต้องหันพึ่งแหล่งเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ


     • แพลตฟอร์ม P2P Lending ยังผ่อนคลายเงื่อนไขการขอกู้ กรณีสินเชื่อธุรกิจ ให้ธุรกิจที่ดำเนินการเพียง 1 ปี ก็สามารถยื่นขอกู้ได้ ซึ่งการผ่อนคลายเงื่อนไขข้อนี้ สามารถส่งเสริมให้เกิดการเติมเต็มช่องว่างบริการทางการเงินด้านเงินทุนสำหรับเอสเอ็มอีรายใหม่และสตาร์ทอัพ จากโดยทั่วไปแล้ว ธุรกิจที่ขอสินเชื่อไม่มีหลักประกันจากสถาบันการเงินได้ จะต้องดำเนินการมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี 


     ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ยอดเงินปล่อยกู้สำหรับสินเชื่อธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มในปี 2561 น่าจะอยู่ที่ราว 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งถ้าเทียบกับปริมาณสินเชื่อเอสเอ็มอีของระบบธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทย แม้จะคิดเป็นเพียงสัดส่วนราว 0.03% เท่านั้น แต่ก็นับว่า สามารถช่วยเติมช่องว่างบริการทางการเงินที่เคยมีได้บางส่วนในระหว่างรอการประกาศเกณฑ์กำกับจาก ธปท. และ ก.ล.ต. เพิ่มเติม อย่างไรก็ดี เมื่อเกณฑ์ดังกล่าวออกมา ประกอบกับระบบจัดการด้านเครดิตของแพลตฟอร์มได้รับการพัฒนามาระยะหนึ่ง ก็คาดว่าคงจะเห็นทิศทางอนาคต P2P Lending ในไทยที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในมิติของฐานลูกค้าที่น่าจะกว้างขึ้น


     หัวใจสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของ P2P Lending.. ยังเป็นเรื่องคุณภาพของกลไกจัดการความเสี่ยงตลอดกระบวนการปล่อยกู้ของแพลตฟอร์ม (ตั้งแต่กระบวนการช่วงก่อนถึงหลังปล่อยกู้) ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน


     • ความแม่นยำของการจัดอันดับเครดิตผู้ขอกู้ (Credit Rating) ผ่านระบบ Credit Scoring คือหัวใจในกระบวนการช่วงก่อนปล่อยกู้ ที่นักลงทุนจะใช้ประกอบการตัดสินใจเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ ระบบดังกล่าว จะถูกพัฒนาขึ้นโดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแต่ละราย ผ่านการสร้างสมการในการวิเคราะห์เครดิตที่แตกต่างกันไป อาทิ การใช้ข้อมูลเครดิตบูโร (โดยในปัจจุบัน กำหนดให้ลูกค้าเป็นผู้ขอประวัติของตัวเองและนำส่งให้แพลตฟอร์ม) ข้อมูลการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝากธนาคาร งบการเงินบริษัท การเข้าเยี่ยมชมหน้าร้านค้า และอาจขยายไปสู่การนำข้อมูลในโซเชียลมีเดียมาร่วมวิเคราะห์ 


     • ส่วนกระบวนการติดตามทวงหนี้ จะช่วยปิดความเสี่ยงในขั้นหลังจากที่ได้ดำเนินการปล่อยกู้แล้ว ซึ่งแพลตฟอร์ม มักจะเป็นผู้ติดตามทวงหนี้ในช่วงแรกที่ผู้ขอกู้ผิดนัดชำระหนี้ แต่หากไม่สำเร็จ ในขั้นถัดไปจะว่าจ้างบริษัททวงหนี้ให้ติดตามหนี้แทน ตลอดจนท้ายที่สุดก็มีบริการในขั้นตอนของการฟ้องร้องและกระบวนการทางกฎหมายต่างๆ 


     • ขณะที่ค่าใช้จ่ายในกระบวนการทวงหนี้ทั้งหมดนี้ จะเป็นความรับผิดชอบของนักลงทุน และ/หรือ ลูกหนี้ (ขึ้นกับเงื่อนไขแต่ละแพลตฟอร์ม) ซึ่งไม่รวมอยู่ในค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม นั่นหมายความว่า ผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ เท่ากับ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ หักด้วย ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (ถ้ามี จะอยู่ประมาณ 1-2% ของเงินต้นที่ได้รับคืน) และค่าใช้จ่ายติดตามทวงหนี้ทั้งหมด (กรณีผู้ขอกู้ผิดชำระหนี้ และนักลงทุนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้) 


     • ถึงแม้กลไกแพลตฟอร์มจะถูกออกแบบมาให้ช่วยลดความเสี่ยงด้วยกระบวนการข้างต้น แต่ระบบการจัดการด้านเครดิตเหล่านี้ ยังต้องเผชิญความท้าทายและต้องผ่านอีกหลายบททดสอบจากวัฏจักรเศรษฐกิจและธุรกิจ ที่จะกระทบต่อธุรกิจของลูกหนี้ในมิติที่แตกต่างกัน (แม้ว่า ในปัจจุบัน ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ P2P Lending ในไทย ตามการให้ข้อมูลของผู้ประกอบการ จะยังอยู่ในระดับต่ำมาก หรือเกือบจะอยู่ที่ 0% ก็ตาม) ตลอดจนบทพิสูจน์ถึงเสถียรภาพของแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะเมื่อตลาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเด็นกังวลเชิงเทคนิค เช่น ความถูกต้องและความปลอดภัยของข้อมูลธุรกรรมในระบบดิจิทัล การคำนวณผลตอบแทน รวมไปถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์


     ดังนั้น กลุ่มนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม P2P Lending โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้น จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนประสบการณ์ในการลงทุนและการปล่อยกู้ที่ดีในระดับหนึ่ง อีกทั้งไม่ควรลงทุนโดยเน้นเฉพาะผลตอบแทนอย่างเดียว (Search for Yield) เพราะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มนี้ นักลงทุนจะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด รวมทั้งค่าใช้จ่ายในกระบวนการทวงถามหนี้ ซึ่งแตกต่างไปจากผู้ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับเงินฝากตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร