‘3 เรื่องต้องจับตา’ สถานการณ์เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง ที่จะชี้ชะตา SME ไทย


 

Main Idea
 
  • หลังจากประเทศไทยเจอกับสถานการณ์โควิด-19 กระทบกับเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ผู้ประกอบการ SME ได้แต่หวังว่า ครึ่งปีหลังจะยังมีสัญญานบวกมาฟื้นกำลังใจในการขับเคลื่อนธุรกิจหรือไม่
 
  • กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP มีบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ กับ 3 เรื่องต้องจับตาเศรษฐกิจไทยครึ่งปี จะมีอะไรน่าสนใจบ้างนั้น ไปหาคำตอบพร้อมกัน
 
 
               
     เจอเรื่องหนักๆ มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ผู้ประกอบการ SME ได้แต่หวังว่า ครึ่งปีหลังจะยังมีสัญญานบวกมาฟื้นกำลังใจในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้
               

     แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่
               




     มาฟัง 3 เรื่องต้องจับตา เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจาก “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย
 
  • สถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่จบ
               
     โดยแม้ประเทศไทยไทยจะไม่มีผู้ติดเชื้อต่อเนื่องมานานกว่า 60 วันแล้ว แต่อัตราการติดเชื้อในโลกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงวันละกว่า 200,000 คน จนทำให้ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อรวมแล้วกว่า 17 ล้านคน และมีความเสี่ยงที่บางพื้นที่อาจจะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก ขณะที่การพัฒนาวัคซีนสำเร็จคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังต้นปีหรือกลางปีหน้า นั่นทำให้เรายังไม่สามารถวางใจได้ว่าสถานการณ์จบลงเมื่อไร แต่อาจจะคาดได้ว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมน่าจะผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดไปแล้ว
 


 
  • เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ

     ในด้านเศรษฐกิจไทย คาดการณ์ว่าอาจจะยังโตต่ำกว่าศักยภาพไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการท่องเที่ยวจากต่างชาติค่อนข้างมาก และการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นถึงร้อยละ 12 ของจีดีพี ตลอดจนมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ที่จะกระทบถึงธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก ที่คาดว่าอาจจะมีจำนวนคนว่างงานสูงสุดถึง 5 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลไปถึงความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ของทั้งธุรกิจและครัวเรือน จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้ โดยปัจจุบันพบว่า มีลูกค้าสถาบันการเงินถึง 12.8 ล้านบัญชี หรือมูลค่าหนี้กว่า 6.9 ล้านล้านบาท หรือหนึ่งในสามของหนี้รวมทั้งระบบที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้อยู่



 
  • ข้อจำกัดในการอัดฉีดของภาครัฐ

     เรื่องสุดท้ายคือ ประเด็นการอัดฉีดของภาครัฐ มองว่าแม้ในระยะเวลาที่ผ่านมา การช่วยเหลือจากธนาคารกลางและรัฐบาล จะช่วยพยุงสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก และตลาดการเงินได้ แต่ปัจจุบันรัฐบาลทั่วโลกอัดฉีดเงินไปแล้วกว่า 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยเองก็อาจจะเพิ่มจากร้อยละ 41 ในปี 2562 ไปถึงร้อยละ 60 ในปีหน้า ซึ่งอาจจะเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายในอนาคต นอกจากนี้




     อีกสองปัจจัยเสี่ยงที่ควรต้องระวัง คือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่อาจจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และอาจมีผลต่อนโยบายเศรษฐกิจไทย เช่น การตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP (Comprehensive and Progressive Trans-pacific Partnership) หรือความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกของไทยด้วย
 



     และนี่คือ 3 เรื่องหลักๆ ที่สะท้อนถึงความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ซึ่งส่งสัญญาณให้ SME ไทยต้องจับตา  และเตรียมรับมือ แม้โจทย์จะยังหนัก แต่ถ้า SME ไทยยังสู้ วิกฤตหนักแค่ไหนก็จะผ่านไปได้เสมอ
 
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร