“อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรม และภัตตาคาร” ธุรกิจที่ยังน่าเป็นห่วง

TEXT : กองบรรณาธิการ





Main Idea
 
 
  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ U-Shaped ปรับจีดีพีปีนี้หดตัว 10 เปอร์เซ็นต์ โดยธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรมและภัตตาคาร ยังเป็นธุรกิจที่เข้าข่ายเปราะบาง และน่าเป็นห่วงมากที่สุด
 
  • การจะประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงฐานตัว U ได้เร็วแค่ไหนนั้น ขึ้นกับการออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมที่เพียงพอและทันต่อเหตุการณ์ในสภาวะการณ์ที่ไม่นิ่ง เช่น หนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดรอบสองของไวรัสวิด-19  เมื่อทยอยเปิดประเทศแล้วนั่นเอง



     ผ่านพ้นจุดที่หนักที่สุดของสถานการณ์ไวรัสโควิด-19ในประเทศมาได้ แต่ยังมีความท้าทายอีกมากสำหรับ
เศรษฐกิจไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SME ในอุตสาหกรรมต่างๆ  ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในเวลานี้เศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ไหนระดับไหน และธุรกิจใดที่ยังเข้าข่ายน่าเป็นห่วง ไปหาคำตอบกัน




 
  • ปรับจีดีพีปี 63 หดตัว 10 เปอร์เซ็นต์


      ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุดเมื่อไตรมาส 2 ของปีนี้ พิจารณาจากการหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าโดยคาดว่าจีดีพีในปีนี้อยู่ที่ -10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวแบบ U-Shaped ได้


      ทั้งนี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากทั้งสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 การแข็งค่ำของเงินบาท รวมถึงประเด็นทางการเมือง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 มาที่ -10 เปอร์เซ็นต์  จากเดิมที่ -6 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มองว่าความไม่แน่นอนดังกล่าว จะทำให้เห็นการฟื้นตัวในรูปแบบ U-Shaped ซึ่งการจะประคองเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นช่วงฐานตัว U ได้เร็วเพียงใดนั้น เป็นโจทย์ของทางการไทยที่ต้องชั่งน้ำ หนักระหว่างการออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมในขนาดที่เพียงพอและทันต่อเหตุการณ์ในสภาวะการณ์ที่ไม่นิ่งกับต้นทุนจากการออกมาตรการนั้น เช่น หนี้สาธารณะ ที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดอีกครั้ง ของไวรัสฯ เมื่อทยอยเปิดประเทศ เป็นต้น




 
  • สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทยขยายตัว 6.5-8.0 เปอร์เซ็นต์  


       ด้านภาคการเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2563 จะขยายตัว 6.5-8.0 เปอร์เซ็นต์  เทียบกับที่ขยายตัว 2.3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2562 ซึ่งการเติบโตสูงกว่าปกติ สะท้อนผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและภาคธุรกิจที่ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง มากกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจแท้จริง โดยยังต้องติดตามประเด็นคุณภาพหนี้ที่ระดับเอ็นพีแอล จะขยับขึ้นเข้าหา 3.5 เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นปี 2563 เทียบกับ 3.23 เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563




      ขณะที่แม้ภาครัฐจะต้องระดมทุนอีกจำนวนมากในตลาดการเงิน แต่เชื่อว่าเครื่องมือของ ธปท.ที่มีอยู่จะช่วยบริหารจัดการไม่ให้กระทบอัตราดอกเบี้ยในระบบได้ และปัจจุบัน เงินฝากธนาคารพาณิชย์ก็เติบโตสูงราว 9-10 เปอร์เซ็นต์ จากปีก่อน


       นอกจากนี้ รัฐบาลคงจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาเพิ่มเติม โดยเฉพาะ SME ที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานไปในตัว หลังจากในช่วง 6-8 เดือนแรกได้ออกมาตรการเสริมสภาพคล่องต่างๆ ราว 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มเติมขึ้นกับระดับการลดความเสี่ยงเครดิตของลูกค้า หรือการผ่อนปรนเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้กับสถาบันการเงิน ส่วนความเข้มแข็งของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น มีสถานะเงินกองทุนชั้น ที่ 1 ที่ 15.8 เปอร์เซ็นต์ สูงกว่าเกณฑ์ขั้น ต่ำ ที่ 8.5-9.5 เปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ อีกทั้งมีสภาพคล่องในระดับสูง ทำ ให้มั่นใจว่ายังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประคองลูกค้าผ่านวิกฤตได้




 
  • กลุ่มธุรกิจที่เปราะบางและยังน่าเป็นห่วง
 

       ในส่วนของแนวโน้มธุรกิจนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์รายได้ของธุรกิจ แม้จะมีบางพื้นที่ที่อาจทยอยปรับตัวดีขึ้นบ้างตามนโยบายทยอยเปิดประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ภาวะปกติ โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนกิจการที่มีความเปราะบาง 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (13.0 เปอร์เซ็นต์) การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เสริม (12.1 เปอร์เซ็นต์)   และธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร (9.5 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งคงเป็นกลุ่มที่ทางการอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง





         รวมถึงธุรกิจอื่นๆ อย่าง ธุรกิจด้านการขนส่ง (7.2 เปอร์เซ็นต์) ธุรกิจค้าปลีก  (4.4 เปอร์เซ็นต์) และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง (2.0 เปอร์เซ็นต์) ก็อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าข่ายเปราะบางมากที่สุดในเวลานี้ พิจารณาจากสัดส่วนกิจการที่ดำเนินธุรกิจน้อยกว่า 5 ปี และมีบันทึกการขาดทุนสุทธิก่อนโควิด 
 



        ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในแอ่งกระทะ และรอเวลาที่จะฟื้นตัว ผู้ประกอบการคงต้องประคับประคองธุรกิจ และพิจารณาการลงทุนตลอดจนการดำเนินกิจการอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถฟื้นตัวจากวิกฤตและไปต่อได้เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้อีกครั้งในอนาคต
 
 
               

        ที่มา : เรียบเรียงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย





www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
 

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร