ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ SME D Bank ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ “ผู้ค้าออนไลน์เก็บเงินปลายทาง”




     บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับ ธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ที่ส่งของพัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือ COD สามารถขอยื่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับ SME D Bank เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง ตลอดจนสำรองเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ เพียงนำประวัติการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน wallet@POST ที่แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนของรายได้ มาเป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อ
 
 
     พิษณุ วานิชผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจองค์กร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) กล่าวว่า  ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจต่างให้ความสนใจทำธุรกิจออนไลน์มากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการให้มีความต่อเนื่อง แต่บางรายก็ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนนั้นได้ เนื่องจากขาดเอกสาร/หลักฐานสำคัญในการใช้ประกอบการขอสินเชื่อ
 
 
     ทั้งนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงได้ร่วมมือกับ ธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ส่งของพัสดุเก็บเงินปลายทาง หรือ COD ของไปรษณีย์ไทยสามารถขอสินเชื่อได้ เพียงนำประวัติการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชัน wallet@POST ที่แสดงให้เห็นถึงการหมุนเวียนของรายได้ มาเป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อนี้
 
 
     สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะขอสินเชื่อโครงการนี้ นอกจากจะต้องเป็นลูกค้าที่ใช้บริการเก็บเงินปลายทาง หรือ COD ของไปรษณีย์ไทยแล้ว จะต้องมีใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบอนุญาตประกอบกิจการในกรณีเป็นบุคคลธรรมดา และกรณีเป็นนิติบุคคลจะต้องมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นไทยมากกว่า 50  เปอร์เซ็นต์  รวมทั้ง มีประวัติการใช้บริการ COD ของไปรษณีย์ไทยไม่น้อยกว่า 60 วัน มาแสดงประกอบการขอรับสินเชื่อของ SME D Bank และทางธนาคารจะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าแต่ละราย
 
 
     ด้านนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของตลาดการค้าขายออนไลน์ หรือธุรกิจ e-Commerce ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากกำลังซื้อของประชาชนที่สั่งซื้อมากขึ้นในยุค New Normal หรือวิถีชีวิตใหม่ โดยความร่วมมือของ 2 หน่วยงานในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
 
     ขณะที่อุบลรัตน์ ค่าแพง ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้รับผิดชอบสายงานพัฒนาผู้ประกอบการและลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากนโยบาย “ความรู้คู่ทุน” ของธนาคาร ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ ธนาคารได้จัดเตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับความร่วมมือดังกล่าว เช่น สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน (Local Economy Loan) วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุน ปรับปรุง ตลอดจนสำรองเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจ ผ่อนนานสูงสุด 7 ปีบุคคลธรรมดาอัตราดอกเบี้ย 4.875 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี 3 ปีแรกและนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ย  2.875 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี 3 ปีแรก ลูกค้าผู้สนใจสามารถแสดงความจำนงกรอกข้อมูลเพื่อสมัครขอสินเชื่อได้ที่ https://bit.ly/3ksVAQE หรือผ่าน QR Code อย่างสะดวกสบาย และจะได้รับการติดต่อจากธนาคารภายใน 24 ชั่วโมงถือเป็นมิติใหม่ในการบูรณาการร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งสองซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้รับบริการ
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร