วัดกันให้รู้! ธุรกิจเข้มแข็งแค่ไหน ด้วย 3 อัตราส่วนทางการเงิน “กำไร-ทุน-หนี้สิน”

      


     หากจะวัดความสามารถทางการแข่งขันรวมถึงความเข้มแข็งทางธุรกิจนอกเหนือจากปัจจัยเชิงคุณภาพอย่างเช่น โปรดักต์ที่มี ทีมพนักงานรวมถึงผู้นำองค์กรแล้ว ยังมีอีกวิธีการวัดผลที่เป็นรูปธรรมนั่นคือการดูที่อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีตัวชี้วัดดังต่อไปนี้
 
 

อัตราส่วนกำไรขั้นต้น (Gross Margin)
 

      เป็นการคำนวนผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจเพื่อวัดว่าผลผลิตทุกชิ้นหรือบริการที่ให้กับลูกค้ามีผลกำไรเท่าไรเมื่อเทียบกับต้นทุน หากมีจำนวนมากเท่าไรก็แสดงว่าธุรกิจของเรามีความสามารถในการทำกำไรที่สูง
 

     ตัวอย่างเช่น ต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตสินค้าของเราอยู่ที่ 20 บาทบาทต่อชิ้น แต่เราขายสินค้าที่ราคา 100 บาท แสดงว่าเรามีอัตราส่วนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้อัตรากำไรขั้นต้นจะยังไม่นับรวมต้นทุนทางการเงิน เช่น ภาษี ดอกเบี้ย ฯลฯ เพื่อที่จะวัดผลการดำเนินงานทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว
 

      ทั่วไปแล้วธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จะถือว่ามีความสามารถในการแข่งขันที่สูง แต่หากต่ำกว่าระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ อาจจะเริ่มมีความเสี่ยงหากมีปัจจัยลบเข้ามาอย่างกระทันหัน เช่นต้นทุนที่สูงขึ้นซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลกำไร




 
ผลตอบแทนการลงทุน (ROI)
 

     ROI หรือ Return On Investment เป็นตัวเลขที่เกิดจากการประเมินว่าโปรเจกต์ต่างๆ ที่ได้ลงทุนไปนั้นจะสามารถให้ผลตอบแทนได้ในระดับเท่าใด โดยสามารถคำนวนได้จากการรวบรวมต้นทุนทั้งหมดของการดำเนินงานและนำผลตอบแทนคาดหวังที่น่าจะเกิดขึ้นมาหักล้างกันก็จะได้เป็นผลตอบแทนการลงทุนเพื่อที่จะประเมินได้ว่าการลงทุนนั้นๆ มีความคุ้มค่าเพียงใด
 

      ตัวอย่างเช่น บริษัท A มีแผนที่จะสร้างโรงงานแปรรูปขยะให้สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายคืนให้กับการไฟฟ้า โดยคำนวนต้นทุนการก่อสร้างทั้งหมดแล้วอยู่ที่ 100 ล้านบาท โดยจะได้รับรายได้จากการขายไฟฟ้าเป็นจำนวน 40 ล้านบาทต่อปีและมีต้นทุนดำเนินงานปีละ 20 ล้านบาท เท่ากับโครงการดังกล่าวมี ROI อยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ และสามารถคืนทุนทั้งหมดได้ภายใน 5 ปี
 

       ทั่วไปแล้วตัวเลข ROI ควรจะอยู่ในระดับเลขสองหลักขึ้นไปถึงจะอยู่ในระดับที่คุ้มค่ากับการลงทุน



 
 
อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E)
 

      เป็นอัตราส่วนที่ระบุว่าภาระหนี้สินทั้งระยะสั้นและระยยาวของบริษัทเมื่อเทียบกับส่วนของทุนที่มีอยู่มีอยู่มากน้อยเพียงใด ทั่วไปแล้วหากตัวเลขดังกล่าวมากกว่า 1:2 เท่าหมายถึงหากมีส่วนของทุน 100 บาท มีหนี้สิน 200 บาท หากมากกว่านี้จะบ่งบอกได้ว่าบริษัทอาจมีภาระหนี้ที่อาจเป็นต้นทุนที่สูงในอนาคตเช่นดอกเบี้ย
 

      อย่างไรก็ตามหนี้สินต่อทุนของบริษัทอาจจะมากกว่า 1:2 เท่าได้ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่กำลังเติบโตอาจจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูง D/E อาจจะขึ้นไปได้ถึงระดับ 1:5 เท่า อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องพิจารณาควบคู่ไปกับผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาวด้วย หากมองอนาคตแล้วสามารถสร้างผลตอบแทนจากการก่อหนี้เพิ่มในปัจจุบันก็อาจจะคุ้มค่าที่จะมีหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น
 

      อัตราส่วนทางการเงินทั้งสามเป็นดัชนีชี้วัดที่เจ้าของกิจการทุกรายควรให้ความสำคัญเพราะเป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนว่าธุรกิจของเรามีความเข้มแข็งและคุ้มค่ากับการลงทุนมากน้อยเพียงใด
 
 
 
 
 
 www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: FINANCE

ฟังแนวคิดผู้บริหาร ไทยเครดิต  ทำไมถึงเลือกปักธงเป็นแบงก์เพื่อ Micro SME

ธนาคารไทยเครดิต ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เร่งลงทุนเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “Full Digital Banking Platform” และขยายฐานลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรากหญ้าไทยสู่ความยั่งยืน

หมดยุคหารบิล! “Go Dutch Mindset” กินเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น จุดเริ่มวินัยการเงิน ไม่ทิ้งภาระไว้ให้ใครข้างหลัง

“Go Dutch” สำนวนอังกฤษที่แปลว่า “ต่างคนต่างจ่าย” อาจดูเป็นแค่การแยกบิล แต่จริงๆ มัน คือ วินัยทางการเงินรูปแบบหนึ่งที่ใครใช้ คนนั้นต้องรับผิดชอบ เพราะความมั่นคง ไม่ได้เริ่มจากเงินก้อนใหญ่ แต่มักเริ่มจากความชัดเจนเรื่องเล็กๆ ลองมาทำความรู้จักกับแนวคิด Go Dutch ให้มากขึ้นกัน

6 วิธีรู้ทันเงินจม   กับดักเงียบที่ทำ SME ขาดทุนไม่รู้ตัว เพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” คำเดียว

เคยคิดไหมว่า บางครั้งที่ธุรกิจยังดึงดันไปต่อ ไม่ใช่เพราะคุ้ม แต่เพราะเสียดายเงินที่เสียไปแล้ว และเงินที่เสียไปโดยเรียกคืนกลับมาไม่ได้ หรือ “เงินจม” นี่แหละ ที่ทำให้การตัดสินใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น ถึงเวลารู้เท่าทันเงินจม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องล่มก่อนเวลาอันควร