สร้างทีมเล็ก ให้คิดการใหญ่ ด้วย Psychological Safety พื้นที่ที่ทำให้ทุกคนกล้าปล่อยของ

Text : Jitti


     เคยไหม มีไอเดียดีๆ อยู่ในหัวมากมาย แต่กลับเลือกเงียบ เพราะกลัวถูกมองว่าคิดมากไป ทำเกินหน้าเกินตาเพื่อร่วมงาน หรือเห็นปัญหาบางอย่างในงาน แต่ไม่กล้าทักท้วง เพราะเกิดเกรงใจหัวหน้าและเพื่อนร่วมทีม สิ่งเล็กๆ เหล่านี้กำลังดึงศักยภาพทีมออกไปทีละนิดโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว

     สำหรับทีม SME ที่แม้จะเล็กแต่ก็ต้องการพลังในการคิดการณ์ใหญ่ “พื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological Safety)” จึงคือกุญแจที่เปิดโอกาสให้คนกล้าคิด กล้าลอง และกล้าพูด โดยไม่กลัวถูกตำหนิหรือเสียหน้า และนั่นจะทำให้ได้ไอเดียดีๆ นวัตกรรมเจ๋งๆ ในการทำธุรกิจ

 Psychological Safety คืออะไร?

      ดร.เอมี เอ็ดมันด์สัน (Amy Edmondson) จาก Harvard Business School ผู้ให้คำนิยามคำนี้ กล่าวว่า Psychological Safety เป็นความเชื่อมั่นว่า การแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม แสดงความกังวล หรือยอมรับความผิดพลาด จะไม่ถูกลงโทษหรือทำให้อับอาย”

     พูดง่ายๆ Psychological Safety หมายถึง บรรยากาศที่ทำให้คนในทีมรู้สึกว่า สามารถแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม ยอมรับความผิดพลาด หรือเสนอไอเดียแหวกแนวได้ โดยไม่ต้องกลัวถูกตำหนิ อับอาย หรือเสียหน้า ด้วยเหตุนี้สมาชิกทีมจึงกล้าที่จะพูดปัญหาที่แท้จริง กล้าขอความช่วยเหลือ ลองเสี่ยงกับวิธีใหม่ บอกข้อผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา และเสนอไอเดียแม้ยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม

ทำไม Psychological Safety จึงสำคัญ

     หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องการดูแลความรู้สึก แต่ความจริงแล้ว Psychological Safety คือปัจจัยที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง โดยมีงานวิจัยพบว่า ทีมที่มี Psychological Safety สูง จะทำงานได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น มีการสื่อสารกันตรงไปตรงมา ลดความผิดพลาดที่ซ่อนอยู่ กล้าคิด กล้าลอง ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นจริงและมีความร่วมมือกันมากขึ้น เพราะไม่มีใครกลัวถูกตำหนิ

     ในขณะที่ระดับองค์กร บริษัทที่สร้างบรรยากาศเช่นนี้มักเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ได้แก่ ความผูกพันพนักงานสูงขึ้นความเครียดลดลง ประสิทธิภาพดีขึ้น และ อัตราการลาออกลดลง

     เมื่อทีมรู้สึกปลอดภัย ผลที่ตามมาคือ

          - การตัดสินใจดีขึ้น เพราะข้อมูลจริงถูกพูดออกมา

          - นวัตกรรมเกิดบ่อยขึ้น เพราะไม่มีใครกลัวผิด

          - ทีมเหนียวแน่นขึ้น เพราะเชื่อใจซึ่งกันและกัน

          - ผู้นำมองเห็นปัญหาเร็ว ก่อนลุกลามเป็นเรื่องใหญ่

4 ระดับของ Psychological Safety

     แม้แนวคิด Psychological Safety จะดูเรียบง่าย แต่การสร้างให้เกิดขึ้นจริงไม่ง่ายนัก ดร. ทิโมธี อาร์. คลาร์ก (Timothy R. Clark) ผู้เชี่ยวชาญด้าน Psychological Safety จึงเสนอกรอบแนวคิด 4 ระดับ ดังนี้

          1. Inclusion Safety รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม และเป็นตัวเองได้

          2. Learner Safety กล้าลองผิดลองถูกและยอมรับว่าตัวเองยังไม่รู้

          3. Contributor Safety กล้าเสนอผลงานและมีส่วนร่วม

          4. Challenger Safety กล้าตั้งคำถาม ท้าทาย และเสนอการเปลี่ยนแปลง่าย

วิธีสร้าง Psychological Safety ในทีม

     การสร้างความปลอดภัยทางจิตใจไม่ใช่เรื่องทำแค่ครั้งเดียว แต่เป็นพฤติกรรมที่ต้องเกิดซ้ำๆ โดยเฉพาะจากผู้นำทีม

          1. ฟังจริง และนำไปใช้จริง ให้พื้นที่ลูกทีมพูด  และอย่าเพียงรับฟัง แต่ต้องนำไปปรับปรุง เพื่อแสดงให้เห็นว่า เสียงของเขามีผลต่อการตัดสินใจ 

          2. ผู้นำยอมรับความผิดพลาดก่อน เล่าบทเรียนของตัวเองให้ทีมเห็นว่าสามารถผิดพลาดกันได้ แต่อย่าหยุดเรียนรู้

          3. ฉลองบทเรียน ไม่ใช่แค่ชัยชนะ จัดเวลาทบทวนงานอะไรเวิร์ก อะไรควรปรับ ใช้ความล้มเหลวเป็นพื้นที่เรียนรู้มากกว่าหาคนผิด

          4. ปกป้องและสนับสนุนทีม ในที่ประชุม หรือเวลาเกิดความเข้าใจผิด ผู้นำต้องกล้าเป็นที่พึ่งให้ลูกทีม เพราะนั่นคือรากฐานของความไว้วางใจ

          5. เลิกวัฒนธรรมโทษกัน โฟกัสที่ต้นเหตุของปัญหา และวิธีป้องกันในอนาคต

          6. วางเป้าหมายที่ท้าทาย เป้าหมายที่ยากพอ จะทำให้ทีมกล้าลอง เรียนรู้เร็ว โดยไม่รู้สึกว่าความล้มเหลวเป็นเรื่องน่ากลัว

     ที่มา : www.atlassian.com

                 www.quantumworkplace.com

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MANAGEMENT

เช็กด่วน! คุณคือเจ้านายที่กำลัง Gaslighting   ทำให้พนักงานสงสัยและไม่มั่นใจในตัวเอง จนองค์กรพังอยู่หรือเปล่า?

คำพูดบางประโยคที่มองว่า “ก็พูดปกติ” อาจกำลังทำให้พนักงานสงสัยในความสามารถของตัวเอง ไม่กล้าแย้ง และทำงานแบบเอาตัวรอดแทนที่จะทุ่มเท ดังนั้น ถึงเวลาเช็กตัวเองแล้วว่า คุณกำลังพัฒนาคน..หรือกำลังทำลายความมั่นใจของพวกเขา

“รู้งี้…” คำสั้นๆ ที่ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาส เปิดสูตรลับการตัดสินใจ ของ Jeff Bezos ที่ใช้สร้าง Amazon

บางครั้งสิ่งที่แพงที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่เงินลงทุนที่พลาด แต่คือโอกาสที่เรา “ไม่ได้ลอง” รู้จัก Regret Minimization วิธีคิดแบบ Jeff Bezos ที่ช่วยให้เลือกทางที่ไม่ต้องเสียใจทีหลัง

คุณเป็นหัวหน้าแบบนี้ไหม “Snowplow” ผู้ที่ชอบแบกทุกเรื่อง จัดการทุกอย่าง หวงงานไว้คนเดียว ไม่ปล่อยให้ลูกน้องได้ทำ ได้คิด จนองค์กรไม่โต     

งานมีเยอะ แต่ทำไมหัวหน้าทำอยู่คนเดียว? ถ้าเป็นเพราะหัวหน้าคิดว่าทำเองเสร็จเร็วกว่า องค์กรคุณอาจเจอเข้ากับ “Snowplow” หรือหัวหน้าที่ชอบเก็บงานไว้กับตัว ไม่กระจายให้ลูกน้อง เพราะกลัวคนอื่นจะทำผิด มีหัวหน้าแบบนี้ส่งผลเสียต่อองค์กรได้ยังไง