ตลาดวิกผมญี่ปุ่นสะเทือน...เมื่อทัศนคติผู้บริโภคเปลี่ยน

TEXT : วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์

    
    การเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์ ประโยคนี้ใช้ได้กับทุกวงการไม่เว้นกระทั่งในโลกของการทำธุรกิจ ดูตัวอย่างธุรกิจถ่ายภาพ จากกล้องฟิล์มเปลี่ยนเป็นกล้องดิจิตอล  หรือวงการสื่อที่เริ่มเปลี่ยนจากสื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่การนำเสนอเนื้อหาผ่านอินเตอร์เน็ต ยังไม่รวมธุรกิจต่าง ๆ ที่แปรเปลี่ยนไปตามกระแสเศรษฐกิจ ธุรกิจวิกผมในญี่ปุ่นเองก็เช่นกัน การสวมวิกผมโดยเฉพาะในกลุ่มชายวัยกลางคนที่เส้นผมเริ่มร่อยหรอถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่งผลให้ตลาดวิกผมในญี่ปุ่นนั้นเติบโตทำรายได้งดงามมาแต่ไหนแต่ไหน โดยมีแบรนด์ใหญ่ 2 รายครองตลาดอยู่ ได้แก่ Aderans กับ Artnature

    Aderans นั้นเคยศึกษาตลาดพบว่า 18.35% ของชายญี่ปุ่นที่เป็นผู้ใหญ่หัวล้านหรือมีแนวโน้มจะล้าน วิกผมจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชายเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในอุตสาหกรรมวิกผมญี่ปุ่น ส่งผลให้ยอดขายของ Aderans ลดลง ขณะที่ Artnature เองก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกิดจากหลายปัจจัย



     อย่างแรกคือทัศนคติของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ผลการสำรวจของบริษัท Recruit Lifestyle เมื่อปีที่แล้วพบว่าประชาชนโดยเฉพาะเพศชายในวัย 40 ปีขึ้นไป แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาผมบาง แต่ก็ไม่ทุกข์ร้อนมากนักเพราะได้เปลี่ยนความคิด ทำใจยอมรับและไม่คิดปกปิดด้วยวิกอีกต่อไป วิธีแก้ปัญหาของหลายคนคือเปลี่ยนทรงผมเป็นสกินเฮด หรือไม่ก็โกนศีรษะให้ล้านเลี่ยนไปเลย ซึ่งเทรนด์สกินเฮดหรือโกนหัวเริ่มเห็นในกลุ่มผู้มีชื่อเสียงทางทีวีบ้างแล้ว

    อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดวิกผมที่เคยมีบริษัทใหญ่ยึดหัวหาดแค่ 2 เจ้าเปลี่ยนไปก็คือมีบริษัทวิกผมหน้าใหม่รายย่อยเข้ามาทาบรัศมี ทำให้เกิดการแข่งขันสูงขึ้น บริษัทใหม่ อย่าง โคบายาชิ ฟาร์มาซูติคอล และไดโนส เซซิลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ไม่น้อยหน้า แถมยังอาจล้ำกว่าเนื่องจากใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นสูงเข้ามาช่วย แถมดีไซน์ยังใหม่กว่า ที่สำคัญ สามารถตั้งราคาได้ถูกกว่า จากวิกผมราคาแพง วางขายเฉลี่ยนชิ้นละหมื่นเยน

    การเปลี่ยนผ่านของยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิตอล  Aderans และ Artnature ทำการตลาดโดยประชาสัมพันธ์สินค้าแบบดั้งเดิมมาตลอดคือซื้อโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ โดยเน้นที่โฆษณาทางทีวี แต่ปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาใช้สมาร์ทโฟนกันมาก ขณะที่บริษัทรายย่อยทำการตลาดผ่านโซเชี่ยลมีเดียและอินเตอร์เน็ตอย่างคึกคัก จึงทำให้ลูกค้าเข้าหามากกว่า อีกอย่างหนึ่ง กลุ่มลูกค้ามือใหม่ที่ตัดสินใจใช้วิกเป็นครั้งแรกจะรู้สึกประหม่าหรือกระอักกระอ่วนเมื่อต้องเดินเข้าร้านจำหน่ายวิกผมที่เป็นร้านขนาดใหญ่ ตกแต่งหรูหราอลังการ พวกเขาจึงสะดวกใจที่จะเลือกซื้อทางออนไลน์มากกว่า

    แม้ตลาดวิกผมในญี่ปุ่นจะเปลี่ยนไปแต่ก็ยังถือเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ ขึ้นอยู่กับเจ้าของแบรนด์จะทำการตลาดอย่างไรและออกแบบกลยุทธ์อย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือด อย่าง Aderans ใช้วิธีขยายไลน์จากวิกผมไปยังบริการปลูกผม ต่อผม และเล็งไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิง เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงวัยและผู้หญิงมีสถานะทางสังคมดีขึ้น กลุ่มนี้จะคำนึงความสวยความงาม เมื่อสังขารร่วงโรย ผมเผ้าบางลง ก็มีแนวโน้มจะหาซื้อวิกผมมาสวมใส่ ส่วนกลุ่มลูกค้าหญิงวัยรุ่นและวัยทำงานก็น่าสนใจเพราะกลุ่มนี้ชอบใช้วิกแฟชั่นเพื่อเพิ่มสีสันในชีวิต นอกจากนั้น Aderans ยังขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ อเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยเน้นที่จีนที่วิกผมยาวสีดำได้รับความนิยมสุด 

    การปรับตัวเท่านั้นจึงจะทำให้อยู่รอดในตลาด หวังว่าความพยายามอย่างหนักที่ผ่านมาของ Aderans ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมวิกผมญี่ปุ่นจะฝ่าฟันวิกฤติครั้งนี้ไปได้


ข้อมูล:
http://asia.nikkei.com/Business/Consumers/Japanese-wig-market-faces-upheaval?page=1
http://asia.nikkei.com/Business/Companies/Japanese-wig-maker-delivers-an-emotional-appeal-in-China


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง