เฝ้าระวังค่าเงินผันผวนตีกระหน่ำส่งออกไทย



             ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ประเมินการส่งออกของไทยทั้งปีโตได้ถึง 5.5-6.0% โดยส่งออกครึ่งปีหลังขยายตัวจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวเป็นสำคัญ ชี้ความเสี่ยงครึ่งปีหลังที่ต้องติดตาม คือ ความผันผวนของค่าเงิน ที่จะกระทบธุรกิจเกษตร อาหาร ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาและเครื่องสำอางได้



             การส่งออกไทยฟื้นตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2559 โดยในครึ่งปีแรกของปี 2560 ขยายตัวได้ถึง 7.8% มากสุดในรอบ 6 ปีคิดเป็นมูลค่าการส่งออก 113,547 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2559 และเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการผลิตในตลาดโลกที่ขยายตัวดีต่อเนื่องจากไตรมาส 3 ปี 2559 ส่งผลให้การส่งออกไทยเติบโตได้ทุกกลุ่มสินค้าและทุกตลาดส่งออกสำคัญ    
    


             สำหรับการส่งออกไทยในครึ่งปีหลัง ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่า มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก โดยจะขยายตัวได้ประมาณ 3.5-4.0% ด้วยผลของฐานสูงในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ซึ่งอัตราการขยายตัวดังกล่าว เป็นผลมาจากความต้องการของประเทศคู่ค้าที่มีทิศทางขยายตัวต่อเนื่องเป็นหลัก นำโดยประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ กลุ่มอาเซียน CLMV จีน และญี่ปุ่น 



             ทั้งนี้เพราะภาวะเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวมีเสถียรภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ยังคงมีประเด็นทางการเมือง และความไม่แน่นอนในนโยบายการคลัง และกลุ่มยูโรโซนที่ยังคงมีความเสี่ยงด้านการเมืองจากการเลือกตั้งในประเทศอิตาลีที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป  ขณะที่ราคาน้ำมันดิบจะมีบทบาทน้อยลงต่อการขยายตัวของมูลค่าการส่งออก จากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ซึ่งเป็นช่วงที่ใกล้เคียงกับครึ่งหลังปี 2559 ที่ประมาณ 48-56 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้แข็งแกร่ง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางพารา เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์ และอาหาร ทำให้การส่งออกไทยทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 5.5-6.0%



             อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งเป็นผลมาจาก 1) ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก 2)ความเสี่ยงการเมืองและความผิดหวังในการดำเนินนโยบายการคลังของสหรัฐฯ และ3)ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจมีประกาศลดขนาดวงเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในเดือนกันยายน 2560 ก่อนที่นโยบายผ่อนคลายทางการเงินปัจจุบันจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคมปีนี้ ดังนั้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่าธุรกิจประเภทใดของไทยมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท



             ศูนย์วิเคราะห์ฯ  ได้ประเมินผลกระทบความผันผวนของค่าเงินผ่านการวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจ พบว่ากลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อย เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีทั้งการส่งออกและการนำเข้า(Hybrid) ได้แก่ ชื้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์/คอมพิวเตอร์ ยานยนต์ ส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรกล เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนมากเป็นรายใหญ่และมีธุรกรรมทั้งนำเข้าวัตถุดิบและส่งออกสินค้าสำเร็จรูป จึงสามารถป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนด้วยลักษณะของตัวธุรกิจเอง (Natural Hedging) 



             ในขณะที่กลุ่มธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักซึ่งได้แก่ อาหาร ยางพารา เกษตร (น้ำตาล ข้าว) และกลุ่มธุรกิจที่นำเข้าเป็นหลัก ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยา/ะเครื่องสำอาง  อาหารสัตว์  และอุปกรณ์ไอที/เทคโนโลยี เพราะมีธุรกรรมการค้าเพียงขาเดียว  ดังนั้นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจที่ส่งออกเป็นหลักและนำเข้าเป็นหลัก ควรติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบต่อรายได้ที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี




       

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง