ผลวิจัยชี้! ฮอร์โมนเพศชาย กระตุ้นหนุ่มๆ ช้อปสินค้าหรู





 

     จากการศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกอย่าง INSEAD และ The Wharton School พบว่า เทสโทสเตอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชายนั้นสามารถเพิ่มความสนใจของผู้บริโภคเพศชายที่มีต่อสินค้าที่แสดงสถานะทางสังคม (Status Goods) ที่สามารถยกระดับฐานะให้ดูดีขึ้นได้เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีคุณภาพเท่ากันแต่ดูมีสถานะต่ำกว่า


     เมื่อมนุษย์ใช้การบริโภคสินค้าเพื่อแสดงฐานะทางสังคม การใช้สินค้าแบรนด์หรูราคาแพงจึงเป็นอีกวิธีที่คนเลือกใช้เพื่อยกระดับสถานภาพให้ดูดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่ช่วยด้านภาพลักษณ์เท่านั้นแต่เชื่อว่าจะสร้างประโยชน์ด้านอื่นๆได้อีกด้วย เช่น โอกาสของการมีคู่ครอง การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรหรืออิทธิพลทางสังคม โดยระดับของเทสโทสเตอโรนนั้นจะเพิ่มขึ้นในบริบทที่มีเรื่องของชนชั้นหรือสถานะทางสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ระหว่างการแข่งขัน หลังจากได้รับชัยชนะ หรือตอนที่พบเจอคนที่น่าสนใจ เป็นต้น


     โดยงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า การบริโภคสินค้าที่แสดงถึงสถานะทางสังคม เช่น สินค้าลักซูรี่ ประสบการณ์หรูนั้นถูกผลักดันด้วยแรงจูงใจทางชีววิทยาและแสดงให้เห็นว่าเทสโทสเตอโรนนั้นมีผลต่อการจัดอันดับความชอบของผู้บริโภคเพศชายที่ต้องการสถานะทางสังคมที่ดูดีจากการใช้สินค้าที่มีความหรูหรามากกว่าการใช้สินค้าที่ช่วยเพิ่มอำนาจหรือสินค้าที่มีคุณภาพสูง


     และเพื่อที่จะเข้าใจถึงถึงบทบาทของเทสโทสเตอโรนที่มีต่อสถานภาพทางสังคมและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ทางทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาทดลองกับผู้ชายจำนวน 243 คนที่มีอายุเท่ากันและมีพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจเหมือนกัน ทำการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยครึ่งหนึ่งของผู้เข้ารับการทดสอบนั้นได้รับเทสโทสเตอโรน 1 โดส ซึ่งเป็นการเลียนแบบระดับเทสโทสเตอโรนที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสถานการณ์ชีวิตประจำวันที่ทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น อีกครึ่งหนึ่งรับการรักษาด้วยยาหลอก โดยทั้งหมดเข้าร่วมทดสอบใน 2 ภารกิจ


     ภารกิจแรกคือการเลือกสินค้าจากแบรนด์ที่ถูกจับคู่กัน โดยในแต่ละคู่นั้นจะมีแบรนด์ที่ได้รับการทดสอบมาแล้วว่ามีผลต่อสถานะทางสังคมแต่ไม่ได้มีข้อแตกต่างในด้านคุณภาพ หรือจะมีอยู่หนึ่งแบรนด์ที่เชื่อว่าสามารถจะช่วยยกระดับสถานะทางสังคมของผู้ใช้ให้สูงขึ้นได้ เช่น Calvin Klein มากกว่าอีกแบรนด์เช่น Levi’s เป็นต้น โดยผู้เข้าร่วมต้องเลือกว่าชอบแบรนด์ไหนในแต่ละคู่และทำการให้คะแนนจากระดับ 1 – 10 ผลที่ได้แสดงให้เห็นว่า ผู้ชายที่ได้รับโดสของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนั้นเลือกแบรนด์หรูและสินค้าที่ช่วยให้มีชนชั้นทางสังคมที่สูงขึ้น





     ในส่วนของภารกิจที่สองนั้น ทีมนักวิจัยใช้โปรดักต์ 6 ประเภทที่แตกต่างกันตั้งแต่เครื่องทำกาแฟไปจนถึงรถยนต์สุดหรูพร้อมคำบรรยายสินค้าที่สื่อถึงสถานะ อำนาจหรือคุณภาพสูงให้ทางผู้เข้าร่วมทำการทดสอบเลือกสินค้าและคำที่ชอบ ผลปรากฏว่า เทสโทสเตอโรนนั้นไม่ได้มีผลหรือช่วยเพิ่มความชอบให้กับผู้เข้าทำการทดสอบเมื่อโปรดักต์นั้นถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหรือช่วยทำให้ดูมีพลังอำนาจ แต่กลับมีผลหรือเพิ่มความชอบให้เมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถานะทางสังคม ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลระหว่างเทสโทสเตอโรนและการเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภคในสินค้าที่สามารถยกระดับสถานะทางสังคมให้ดูดีขึ้นได้


     แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้จะแสดงให้เห็นว่าการบริโภคสินค้าแสดงสถานะทางสังคมนั้นถูกผลักดันด้วยแรงจูงใจทางชีววิทยาหรือฮอร์โมนเพศชาย แต่ก็ไม่ควรมองข้ามเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่อาจเข้ามีบทบาทต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ดังนั้นผู้ประกอบการและแบรนด์ต่างๆจึงควรมีการศึกษาและนำไปปรับใช้เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการผลิตและจำหน่ายสินค้าให้มีความเหมาะสมกับตลาดและสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด    



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง