5 เทรนด์ ที่นักการตลาดต้องจับตา

 

เรื่อง : โลอิส เจคอบส์ CEO บริษัท Landor Associates


    ในด้านการตลาด อะไรเป็นเพียงกระแสชั่วข้ามคืน อะไรเป็นตัวสร้างผลกระทบอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่จะดูออกกันง่ายๆ เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนผู้เชี่ยวชาญการตลาดระดับสูงที่ Landor จึงอยากให้คุณได้รู้จักกับ 5 เทรนด์สำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดรูปร่างหน้าตาของอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้

1. Big Data: รู้ก่อนได้เปรียบกว่า

    Big Data คือสิ่งที่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ Big Data โดยสรุปก็คือข้อมูลที่มี 3 ลักษณะสำคัญๆ คือ มีปริมาณมาก  มีรูปแบบไฟล์ที่หลากหลาย และมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรวดเร็ว เบธ คอมสต็อก หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ GE ได้ให้ความเห็นไว้ว่า "ถ้าคุณไม่ชอบข้อมูล คุณจะไม่ชอบเรื่องของอนาคต" เพราะทุกวันเราจะได้อ่านหัวข้อใหม่ๆ

    เกี่ยวกับความสำคัญของ Big Data ว่าช่วยให้เราสามารถติดตามเส้นทางของผู้บริโภค สร้างความภักดีต่อแบรนด์สินค้า ช่วยให้คาดการณ์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือช่วยผลักดันยอดขาย นี่คือประโยชน์จากการมี Big Data แต่มีน้อยคนที่พร้อมจะใช้ประโยชน์จากมัน เมื่อเร็วๆนี้ IBM ได้ทำกรณีศึกษาในกลุ่มของผู้บริหารระดับสูงพบว่า 82 เปอร์เซ็นต์ของหัวหน้าฝ่ายการตลาดไม่มีความพร้อมในการรับมือกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา2 ทำให้นักการตลาดต้องเร่งสปีดในการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆก่อนใครๆให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีทั้งการสร้างทีมภายในบริษัท (In-house) หรือการร่วมมือกับหุ้นส่วนธุรกิจจากภายนอก

    บริษัท T-Mobile USA ได้ร่วมมือกับคู่ค้าทางธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้าน Big Data เพื่อรวบรวมข้อมูลลูกค้าจำนวนมหาศาลไว้ในมือ จากนั้นนำมาวิเคราะห์โดยแบ่งออกเป็นส่วนของข้อมูลลูกค้า บล็อก ข้อมูลด้านการใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงการเข้าถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้บริษัทฯสามารถแยกแยะได้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปใช้บริการกับบริษัทอื่น การมีข้อมูลแบบเจาะลึกและครอบคลุมทำให้ T-Mobile สามารถลดปริมาณการย้ายค่ายของลูกค้าลงถึงครึ่งหนึ่งในแต่ละไตรมาส



2. พัฒนารูปแบบค้าปลีกเพื่อต่อกรกับพฤติกรรม "Showrooming”

    "Showrooming” คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สร้างความยากลำบากให้กับร้านค้าปลีกอย่างมาก ทุกวันนี้นักช็อปยังคงแวะเวียนไปตามร้านค้าปลีกเพื่อสัมผัสและทดลองสินค้าด้วยตัวเอง เสร็จแล้วก็จะสั่งซื้อสินค้านั้นๆ ผ่านช่องทางออนไลน์เพราะราคาถูกกว่า ไม่ก็ไปเช็คราคาที่ร้านอื่นๆเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกใจที่สุด ร้านค้าปลีกในวันนี้จึงพยายามปรับเปลี่ยนร้านให้มีความน่าสนใจเพื่อมอบประสบการณ์ไม่ธรรมดาให้กับลูกค้าที่มาเยี่ยม ทำให้ลูกค้ารู้สึกเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีกสักเล็กน้อยเพื่อซื้อสินค้าในร้าน ซึ่งร้านค้าปลีกแนวนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในปัจจุบัน

    หนึ่งตัวอย่างที่น่าเรียนรู้คือ BMW ซึ่งรู้ว่าลูกค้าของตนต้องการบริการมีคุณภาพสูงขึ้นจากบรรดาดีลเลอร์ จึงได้คิดค้นวิธียกระดับดีลเลอร์ให้มีความน่าสนใจทั้งในแง่ของคุณภาพและความดึงดูดใจ ทำให้เกิด BMW Brand Store ดีลเลอร์ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ขึ้นใหม่ที่กรุงบรัสเซลส์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมอบประสบการณ์แปลกใหม่

    ที่ตอบสนองประสาทสัมผัสรอบด้านให้กับลูกค้าผู้มาเยือนโดยไม่ยัดเยียดการขายให้ต้องรู้สึกอึดอัดใจ 4  ไฮไลต์ในแต่ละทัชพอยท์จะเป็นเรื่องของการแต่งรถ คุณลักษณะต่างๆ ประวัติความเป็นมา และบริการหลังการขาย นับเป็นดีลเลอร์แนวใหม่ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกเต็มอิ่มจนไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับที่อื่น
 


3. จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติ

    นับตั้งแต่ยุค 70 เป็นต้นมา ผู้นำมักจะใช้เพียงวาจาในการบอกว่าองค์กรของตนมีความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ด้วยการนำมาเป็นแนวคิดขององค์กรแต่กลับให้การสนับสนุนบ้างเพียงครั้งคราว ทว่าในช่วงหลายปีมานี้กลยุทธ์ CSR ที่แท้จริงกำลังขึ้นสู่กระแสสูง บริษัทต่างๆได้ประสานแนวทางในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน แล้วนำไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์สินค้าอีกต่อไป

    ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ Google Green แม้ว่าอุตสาหกรรมประเภทเทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปมากขนาดไหนก็ตาม แต่สินค้าเหล่านี้ก็ยังต้องพึ่งพาการใช้พลังงานอย่างมากมาย ซึ่งหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติต้องถูกทำลายไปไม่น้อย

    บริษัท Google Green ตระหนักในเรื่องนี้จึงได้สร้างเว็บที่ชื่อว่า "Better for the environment” ขึ้น โดยลงทุนกับพลังงานทดแทนและโปรเจคต์ต่างๆที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการ Cloud และศูนย์ข้อมูล รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ Google สามารถให้บริการต่างๆ  อย่าง Search, Gmail, Chrome, Drive และ YouTube ให้กับผู้ใช้บริการตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนโดยใช้พลังงานพอๆกับการขับรถเพียง
หนึ่งไมล์เท่านั้น
 

4. บรรจุภัณฑ์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

    บรรจุภัณฑ์ที่ลูกค้าถืออยู่ในมือคือสื่อประเภทหนึ่งซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์หรือนโยบายขององค์กร ทุกวันนี้ผู้บริโภคใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทำให้แบรนด์สินค้าต้องให้ความสำคัญต่อมาตรฐานบรรจุภัณฑ์ของตนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัสดุรีไซเคิล หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ เช่น บริษัท Method ได้ประกาศตัวใช้บรรจุภัณฑ์ทำจากขยะพลาสติกในทะเล ส่วนโคคา-โคล่าก็หันมาใช้ขวดที่ทำจากไบโอเรซิ่น เป็นต้น  แบรนด์สินค้าอื่นๆอาจเลือกใช้วิธีลดการบรรจุหีบห่อ บ้างก็ลดพื้นที่ในการขนส่ง รวมถึงลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์)

    บริษัทอย่างพร็อคเตอร์แอนด์แกมเบิลประกาศลดการใช้วัสดุในบรรจุภัณฑ์ผงซักฟอกลงถึง 50% สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Tide Pods โดยมีให้เลือกทั้งแบบกล่องและถุงพลาสติกเนื้อเบาโดยแบบกล่องสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือดัดแปลงไปเป็นข้าวของอื่นๆได้ตามความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ Pods ทำยอดขายได้สูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐในปีแรกที่ออกสู่ตลาด เป็นตัวอย่างของการให้ผู้บริโภคเป็นผู้ประทับตรารับรองว่าสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม



5. การเข้าถึงความจริงและโซเชียลมีเดีย

    แม้ว่าหลักการพื้นฐานของการสร้างแบรนด์สินค้าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่บทบาทของผู้จัดการแบรนด์ในยุคของโซเชียลมีเดียจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะนอกจากจะต้องจัดการกับสื่อรูปแบบต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเต็มมือแล้ว วันนี้ผู้จัดการแบรนด์ยังจะต้องสร้างเนื้อหา (Contents) อย่างต่อเนื่องสำหรับสื่อหลักๆรวมถึงสื่ออื่นๆ ทุกรูปแบบที่มีอยู่ในสังคม

    ยิ่งกว่านั้นโซเชียลมีเดียยังเปลี่ยนโลกของเราให้มีความโปร่งใสมากขึ้น ทำให้เราได้เห็นมุมมองของผู้คนกันตรงๆ แบบไม่ผ่านการคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นมุมมองเกี่ยวกับธุรกิจ สินค้า รวมถึงการตลาด แบรนด์สินค้าที่ฉลาดจะเลือกใช้ประโยชน์จากช่องทางนี้ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ของตนในรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคโดยตรงและเป็นกันเอง  

    ธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้าของสหรัฐอเมริกาอย่าง J.Crew คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นของการใช้โซเชียลมีเดีย ด้วยการตอบสนองความต้องการของแฟนคลับคนหนึ่ง ซึ่งตั้งบล็อกขึ้นมาเพื่อขอให้ J.Crew กลับมาผลิตชุดว่ายน้ำรุ่นโปรดของเธอซึ่งหยุดผลิตไปแล้วอีกครั้ง

     Jenna Lyons ครีเอทิฟไดเร็คเตอร์ของ J.Crew รับปากเธอว่าจะหาทางให้ สองเดือนต่อมาชุดว่ายน้ำที่ว่านี้ก็ได้ปรากฏตัวในโฆษณาหน้าคู่ใน New York Magazine พร้อมข้อความถึงแฟนคลับสาวผู้เรียกร้องให้ชุดว่ายน้ำรุ่นนี้กลับมาว่า "ความต้องการของคุณคือคำสั่งการที่ฉันต้องทำ...อย่างมีเหตุผล ด้วยรัก Jenna” ความใส่ใจของJ.Crew ไม่เพียงทำให้ลูกค้ารายนี้ประทับใจเท่านั้น แต่ยังเป็นการ PR ที่เหนือชั้นมาก ทำให้เกิดกระแสความชื่นชมจากสังคมอย่างรวดเร็ว สามารถครองพื้นที่สื่อได้อย่างกว้างขวาง









 

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง