ไม่รู้ไม่ได้! 6 เทรนด์สุดล้ำเขย่าวงการอาหารที่ปีหน้ามาแน่




Main Idea

 
  • หนึ่งในธุรกิจที่ท้าทายที่สุดคงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากธุรกิจนี้จะมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาเล่นเป็นจำนวนมากแล้ว ผู้บริโภคยุคใหม่ยังมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย
 
  • สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทำคือการไม่หยุดอยู่กับที่และต้องพัฒนาธุรกิจของตัวเองให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กัน และนี่คือ 6 เทรนด์สุดล้ำที่จะมาเขย่าวงการอาหารและเครื่องที่คุณต้องจับตามอง





 
     เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว แม้แต่เทรนด์ก็ยังมาไวไปไว แต่จะปล่อยให้เทรนด์นั้นผ่านเลยไปเฉยๆ คงไม่ได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มซึ่งต้องคอยรับมือกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แถมยังมีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ วันนี้เรามีเทรนด์ใหม่ล่าสุดที่ล้ำเว่อในปีหน้ามาฝากกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ได้เตรียมตัวเตรียมใจและคอยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ก่อนใคร!
 

1. Food Waste Solution


     ในประเทศอังกฤษมีการพัฒนานวัตกรรมในการตรวจสอบคุณสมบัติของอาหารขึ้นมาอย่างหลากหลาย เพื่อแก้ปัญหาการทิ้งอาหารอย่างไร้ประโยชน์ให้กลายเป็นขยะ หลังพบว่ามีการทิ้งอาหารตามฉลากที่ระบุวันหมดอายุ ทั้งที่อาหารยังรับประทานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นการสูญเสียทรัพยากรไปอย่างน่าสียดาย โดยกำลังมีการพัฒนาฉลากอัจฉริยะบนบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อให้ผู้บริโภคทราบได้อย่างแม่นยำมากขึ้นว่าอาหารของพวกเขาสดแค่ไหน หรือเริ่มเปลี่ยนผ่านความสดใหม่แต่ยังรับประทานได้อยู่ จนถึงจุดสิ้นสุดที่ไม่สามารถรับประทานได้แล้ว

     โดยฉลากบนผลิตภัณฑ์จะบอกเล่าถึงความสดใหม่นี้ หากฉลากบนผลิตภัณฑ์เรียบ สวยงาม สีสดใส แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นยังใหม่อยู่ และฉลากจะกลายเป็นหลุมเป็นบ่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะไม่สดอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้เกิดการสูญเสียอาหารอย่างไม่จำเป็นน้อยลง ส่วนต้นทางในการผลิต ก็เริ่มมีการนำแนวคิดใช้วัตถุดิบที่ไม่สวยงามหรือตกเกรดคัดคุณภาพ มาใช้ในการแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มมากขึ้น

     ยกตัวอย่างเช่น ผัก ผลไม้ ที่มีรูปทรงไม่สวยงามตามเกรดคัดมักจะถูกทิ้งออกจากกระบวนการผลิต ทั้งที่ใช้ทรัพยากรในการผลิตเทียบเท่ากับชิ้นอื่น ๆ จึงเกิดการแก้ปัญหาด้วยการหยิบผัก ผลไม้ที่ไม่สวยงามเหล่านี้ มาปรุงให้มีรสชาติอร่อย บอกเล่าเรื่องราวของการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มคุณค่า หรือใช้เทคโนโลยีแปรรูป เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาเป็นอาหารและเครื่องดื่มให้สมกับที่ใช้ทรัพยากรและแรงงานในการเพาะปลูกนั่นเอง
 




2. AI, A must


     ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ เครื่องจักรกล แขนจักรกล หรือโปรแกรมการผลิตแบบอัจฉริยะเท่านั้น แต่ AI ในอุตสาหกรรมอาหารกำลังมุ่งไปที่การบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางหรือจากฟาร์มจนถึงการเสิร์ฟอาหารบนโต๊ะ ทั้งการจัดหาวัตถุดิบ ตรวจสอบการผลิต ควบคุมมาตรฐานและรสชาติ ไปจนถึงแผนการขนส่งและสต็อกสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

     โดยบริษัทขนาดใหญ่จะมีการพัฒนา AI ขึ้นมาใช้อย่างเฉพาะ ซึ่งมีความสามารถสูงถึงขนาดจดจำรสชาติที่มีความละเอียดจนเกิดเป็นมาตรฐานของการผลิตได้ ส่วน SME หรือผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็กลงมา ก็กำลังปรับตัวเข้าหา AI เพื่อการผลิตที่อยู่ในมาตรฐานสากล เช่น AI ที่ทำความสะอาดเครื่องจักรผสมอาหาร ซึ่งวัดค่าความสะอาดทั้งในแง่ของพื้นผิวและกลิ่นเพื่อคงคุณภาพในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มในทุกครั้งที่ใช้เครื่องจักร
 




3. Packaging

     
การออกแบบแพ็คเกจจิ้งในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงามและการให้รายละเอียดที่ชัดเจนแก้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงการย่อยสลายซึ่งจะเป็นภาระต่อโลกใบนี้อีกด้วย กระแสรักษ์โลกที่จุดประกายการตระหนักถึงผลกระทบที่แพคเกจจิ้งมีต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่หลอดพลาสติกกับเต่าทะเล ถุงพลาสติกกับวาฬ หรือห่วงฝาขวดน้ำที่รัดปากโลมา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแพ็คเกจจิ้งอย่างมากมายตามการเรียกร้องของผู้บริโภคและธรรมาภิบาลขององค์กร อาทิ การใช้แพ็กเกจจิ้งย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ การรีไซเคิลแพ็กเกจจิ้งใช้ซ้ำ หรือการออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้สามารถถือพกพาได้ง่ายโดยไม่ต้องใส่ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นความสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ซ้ำซ้อนเกินจำเป็น
 


 

4.Bountiful Choice 

     เมื่อแบรนด์ต่างๆ ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์และความต้องการของผู้บริโภค นำไปสู่การสร้างสินค้าที่มีความสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมที่ตรงกับความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากการตลาดที่แบ่ง segments ลูกค้าแบบเดิมๆ นั้น แบรนด์ต่างๆ ยังหันมาให้ความสนใจกับรสชาติ รูปแบบ และบรรจุภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาสินค้าแบบ Think out of the box เพื่อรักษาการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคและความกระหายใคร่รู้ของผู้บริโภคยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดความหลายหลายและน่าตื่นตาของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน 

     โดยในอนาคตผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับอาหารมากกว่าเรื่องของความอิ่มท้อง แต่จะมองอาหารเป็นเครื่องแสดงออกถึงความเป็นตัวตนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำการบ้านหนักขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าว เช่น การนำเสนอข้อมูลที่มาของวัตถุดิบ ข้อมูลสำหรับตรวจสอบย้อนกลับที่มาของส่วนผสม และกระบวนการผลิตตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
 

5.Rising of Food & Agri-Tech

     
ภายในปี 2593 (หรือ 30 ปีหลังจากนี้) มีการคาดการณ์ว่าประชากรโลกจะเพิ่มเป็น 10,000 ล้านคน ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ เราจะต้องมีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอีก 70 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการผลิตที่ทำได้ในปัจจุบัน ดังนั้นเทคโนโลยีและงานวิจัยต่าง ๆ จะเข้ามามีบทบาทในการเกษตรมากขึ้น อาทิ การทำฟาร์มแนวดิ่ง (Vertical Farming) และการทำเกษตรในร่ม (Indoor Farming) ที่สามารถเพาะปลูกได้ในเมือง ในอาคาร หรือการใช้เทคโนโลยีไอโอที (IOT) Big Data เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และพัฒนากระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น แอปพลิเคชัน วิเคราะห์น้ำในดิน, คาดการณ์และตรวจวัดผลผลิต, ให้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง, สอดส่องพืชผล และช่วยจดบันทึกและการจัดเก็บข้อมูล

     โดยมีการคาดการณ์แนวโน้มตลาดการเกษตรอัจฉริยะว่าจะขยายตัวได้ถึงประมาณ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี ค.ศ.2022 สะท้อนสัญญาณที่สดใสด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่อยู่ในระดับสูงถึง 19.3 เปอร์เซ็นต์ และนอกจากเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรแล้ว เทคโนโลยีในการแปรรูปสินค้าเกษตรให้กลายเป็นอาหาร และเทคโนโลยีในการบริหารจัดการ ก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่ผู้ประกอบการต้องจับตามอง
 

6. Foodie Influencer  

     ผู้บริโภคในยุคดิจิตอลสามารถเข้าถึงข้อมูลในหลายช่องทางได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารหันมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยมีผลสำรวจระบุว่าผู้บริโภคกว่า 58 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าโซเชียลมีเดียและรีวิวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ รองลงมาคือการบอกต่อที่ 23 เปอร์เซ็นต์ และ 9 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการโฆษณาในสื่อ   

     และเมื่อเสียงบอกต่อมีพลังมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ บทบาทของ Foodie Influencer จึงมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคช่างเลือกอย่างไม่น่าเชื่อ ความน่าสนใจของ Influencer Marketing นี้ไม่ได้อยุ่แค่ในไทยเท่านั้น แต่แพร่ขยายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มีอัตราการใช้อินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียสูง โดยประเทศที่มีประชากรเข้าถึงโซเชียลมีเดียมากที่สุดคือ มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และ ไต้หวัน ในสัดส่วนเท่ากันที่ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศไทยนั้นมีอัตราการการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย  86 เปอร์เซ็นต์ และอินโดนีเซีย 71 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่มี 58 เปอร์เซ็นต์
 
 

ที่มา : Food Ingredients  Asia 2019 (Fi Asia 2019) 
 
 
 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง