คิดแคมเปญโฆษณายังไงให้ถูกจริตผู้บริโภค เคสจริงของ SME มียอดไลก์ยอดแชร์กระจาย

 

 

     ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีกระแส “ที่สุดของการโฆษณา” เกิดขึ้น จากเพจของ คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา จึงขออนุญาตหยิบยกกรณีศึกษานี้มาพูดคุยกัน (เนื่องจากเป็นเคสที่เป็นผลงานความร่วมมือลูกค้าและทีมงานของผมเองครับ) วิเคราะห์ประกอบกับเรื่อง “The New CX” โดยที่ CX ย่อมาจาก “Customer Experience” หนึ่งในบทของ Marketing 5.0, Philip Kotler โดยที่ Marketing 5.0 จะเป็นเรื่องราวของการผสมผสาน Marketing 3.0 Human Centric เข้ากับ Marketing 4.0 Technology โดยเป็นการสร้างคุณค่าตลอดเส้นทางของลูกค้าตั้งแต่ก่อนซื้อจนกระทั่งหลังการซื้อไปแล้ว

Machines are cool, but humans are warm.”

Marketing 5.0 page 107

     โดยส่วนตัวผมชื่นชอบประโยคนี้ค่อนข้างมากครับ เพราะเป็นประโยคที่แสดงให้เห็นภาพและจับต้องได้ถึงความแตกต่างของคอมพิวเตอร์และมนุษย์ได้อย่างดี ซึ่งเครื่องจักรยังมีข้อจำกัด การที่จะสอน/สร้างคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจเรื่อง Empathy นั้นทำไม่ได้ง่ายๆ เรื่องประสบการณ์การใช้งาน มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่า (Note Keytakeaway นี้ไว้นะครับ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพช่วงหลังจากเคสตัวอย่างจริง)

     สิ่งที่ Kotler เสนอคือการทำงานร่วมกันระหว่าง Machine + Human => High Tech + High Touch เพื่อยกระดับ The New CX ผสมผสานการใช้เครื่องจักรทำงาน Routine ส่วนนักการตลาดก็เอาเวลาไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพราะจุดแข็งของมนุษย์คือ ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลเป็น Insight และ Wisdom เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และอีกปัจจัยสำคัญคือ มีความยืดหยุ่นทางด้านความคิด สามารถคิดออกจากกรอบหรือกฎที่ตั้งไว้ได้ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ดีกว่า

      หากมาวิเคราะห์ในกรณีศึกษานี้จะเห็นว่าไฟเบอร์นั้นไม่ได้เป็นสินค้าแปลกใหม่แต่อย่างใดเป็นสินค้าที่มีขายมานานมากแล้วใน 7-11 แต่สิ่งที่เรา พยายามทำคือ “เข้าใจลูกค้าให้มากขึ้น และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ” ตามที่ Kotler ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์เข้าใจมนุษย์ด้วยกันเองมากกว่า ไฟเบอร์มะขามนี้ไม่ใช่สินค้าตัวแรกที่ออกวางจำหน่าย แต่เป็นไฟเบอร์มะนาวที่ออกวางจำหน่ายเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว และก็สร้างกระแสตอบรับได้อย่างดีในทุกช่องทางจัดจำหน่าย จึงได้มีซีรีย์ไฟเบอร์มะขามออกมาในปัจจุบัน โดยที่มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

1. เป็นการผสมผสานระหว่างข้อมูล Insight ที่ได้ทำการ Research มาประกอบกับการเข้าใจผู้บริโภคในประสบการณ์ใช้งาน ทำให้เกิดเป็น Data Driven Marketing ที่ทำให้การสื่อสารนั้นตรงใจ เข้าใจง่าย และถูกจริตกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดี จนเป็นกระแสให้เกิดการปากต่อปาก จนพี่สรยุทธได้หยิบไปแชร์ (โดยมิได้รับเงินโฆษณาแต่อย่างใด)

2. ความน่าสนใจของคำ Creative ที่ดึงความเชื่อมโยงของสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายรับรู้อยู่แล้วในที่นี้คือ “เมาทุกขวดเจ็บปวดทุกเพลง” ให้เข้ากับ Benefit ที่แบรนด์ต้องการสื่อสารได้เป็นอย่างดี

3. การใช้คู่สีขัดแย้งที่อาจจะไม่สวยงามแต่สะดุดตา เป็นจุดสนใจให้กลุ่มเป้าหมายหยุดการเลื่อนผ่านได้ เป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบันที่ผู้ผลิตโภคนั้นมีคอนเทรนให้เสพจำนวนมากมายมหาศาล การสร้างจุดสนใจให้คนหยุดการเลื่อนนิ้วโป้งผ่านไปได้จึงสำคัญมาก

4. Caption การสร้างการร่วมสนุกแสดงให้เห็นถึงความขี้เล่นเป็นกันเอง พร้อมกับการท้าให้ลอง/อยากให้ลอง เพื่อแก้ปัญหาให้คนธาตุหนัก

     จากทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้นจะเห็นได้ว่ามนุษย์นั้นมีความอบอุ่น มีชีวิตจิตใจต้องการความเข้าใจจากแบรนด์ ซึ่งต้องเกิดจากการทำงานหนัก ทดสอบ ปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทางลัด เพื่อให้เข้าใจและโดนใจผู้บริโภคยิ่งๆขึ้นไป หวังว่าจากกรณีศึกษานี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆพี่ๆ SME นะครับ

 

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

ยุคที่คนรัดเข็มขัดสุดตัว! ธุรกิจจะขายของยังไง? 4 โอกาสทำเงินเมื่อคนคิดก่อนจ่าย… แต่ไม่ได้หยุดใช้

ผู้ประกอบการจะรับมือกับพฤติกรรม "คิดก่อนจ่าย...แต่ไม่หยุดใช้ชีวิต" ได้อย่างไร? พบกับ 4 โอกาสธุรกิจที่เปลี่ยน "ความเครียด" ให้กลายเป็น "รายได้"

BenQ กลยุทธ์เคียงข้าง SME ไทย เปลี่ยน "หน้าจอ" และ "นวัตกรรม" ให้เป็นอาวุธในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในยุคที่ความเร็วและความแม่นยำคือตัวตัดสินแพ้ชนะ โจทย์ใหญ่ของ SME คือการ"ดึงศักยภาพ" ของพนักงานออกมาให้ได้สูงสุด BenQ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Display Solutions จึงพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ SME ไทย

สินค้าดี แต่ขายไม่ได้? อย่าเพิ่งโทษตลาด ปัญหาอาจอยู่ที่ วิธีคิดของคุณ กับดักที่ทำให้ SME 98% เจ๊งโดยไม่รู้ตัว

สินค้าดี..แต่ทำไมขายไม่ได้? “ตลาดเงียบ เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้ารัดเข็มขัด” ถ้าใช้เหตุผลนี้ปลอบใจตัวเอง คุณอาจกำลังเดินลงเหวโดยไม่รู้ตัว! เพราะความจริงที่เจ็บปวดคือ SME กว่า 98% ไม่ได้เจ๊งเพราะคู่แข่ง แต่พังเพราะ “กับดักความคิด” ของตัวเอง