ศูนย์พยากรณ์ฯ ม.หอการค้าไทย เผยวาเลนไทน์ 2569 คึกคักต้อนรับการเลือกตั้ง เงินสะพัดเกือบ 2.9 พันล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ พร้อมด้วย อาจารย์อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวันวาเลนไทน์ ปี 2569 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,280 ตัวอย่าง
จากผลสำรวจ คาดว่าจะมีเงินสะพัดในช่วงวันวาเลนไทน์ประมาณ 2,899.42 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 6 ปี โดยมีค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 2,401.71 บาท ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 สะท้อนบรรยากาศการใช้จ่ายที่กลับมาคึกคัก
สำหรับการมอบความรักในวันวาเลนไทน์ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 64.4 ระบุว่า ต้องการมอบความรักให้กับคนรักมากที่สุด รองลงมาคือการมอบความรักให้กับพ่อแม่ ร้อยละ 27.5
ขณะที่กิจกรรมที่นิยมทำร่วมกับคู่รัก พบว่า ร้อยละ 47.8 เลือกพาคนรักไปรับประทานอาหารนอกบ้าน และร้อยละ 41.9 เลือกซื้อของขวัญให้กับคนรัก
ค่าใช้จ่ายเฉพาะซื้อของสำหรับมอบให้คนรักแยกตาม Gen
Gen Z ใช้จ่ายสำหรับของขวัญให้คนรักเฉลี่ย 1,011 บาทต่อคน ส่วน Gen Y ใช้จ่ายสำหรับของขวัญให้คนรักเฉลี่ย 1,290 บาทต่อคน และ Gen X เป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อคนรักสูงสุด คือ 1,530 บาทต่อคน
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีฯ กล่าวว่า “การใช้จ่ายในช่วงวันวาเลนไทน์ปีนี้ที่ปรับตัวสูงขึ้นถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เริ่มฟื้นตัว แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังมีความท้าทาย แต่ประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อความสุข ความสัมพันธ์ และการแสดงออกถึงความรัก ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้ง มักจะเห็นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ทำให้ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ประชาชนกล้าใช้จ่ายเพื่อความสุขและการสร้างความสัมพันธ์มากขึ้น ส่งผลดีต่อภาคการค้าและบริการในระยะสั้น”
โดยเมื่อสอบถามถึงบรรยากาศในวันวาเลนไทน์ปี 69 เทียบปี 68 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 51.7% มองว่าเหมือนเดิม รองลงมา 33.1% มองว่าคึกคักมากกว่า (โดยให้เหตุผล 5 อันดับแรก ว่า เป็นเพราะโปรโมชันร้านค้า, ความคาดหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น หลังการเลือกตั้ง, ตรงกับวันหยุด, นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นเทศกาลที่ต้องใช้เงิน ตามลำดับ) และอีก 15.2% บอกว่าคึกคักน้อยกว่า (โดยให้เหตุผล 5 อันดับแรก ว่า เป็นเพราะราคาสินค้าแพง, เศรษฐกิจแย่, ค่าครองชีพสูง, หนี้มากขึ้น และไม่มีโปรโมชัน ตามลำดับ)
“ในกลุ่มที่ตอบว่าคึกคัก มองว่าการหาเสียงในช่วงก่อนการเลือกตั้งช่วงเดือนม.ค. ถึงต้นเดือนก.พ. ทำให้การหมุนเวียนของเงินสะพัดขึ้น และปีนี้วาเลนไทน์ยังเป็นวันหยุด ส่วนกลุ่มที่ตอบว่าไม่คึกคัก มองว่าเศรษฐกิจแย่ลง เพราะบรรยากาศเศรษฐกิจไทยไม่โดดเด่น ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% แต่เริ่มเห็นบรรยากาศที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยสัปดาห์ละ 1 แสนคน กับบรรยากาศช่วงตรุษจีน เป็นสิ่งที่ต้องประเมินภาพเศรษฐกิจอีกครั้ง” นายธนวรรธน์ กล่าว
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี