จับตา อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Pet Economy)  อีก 5 ปี โตทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

     อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง (Pet Economy) เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ซึ่ง Bloomberg Intelligence คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกจะมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่า 45% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และคาดว่าจะมีมูลค่ารวมทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 เม็ดเงินสะพัดมหาศาลนี้ ไม่เพียงสะท้อนโอกาสทางธุรกิจ แต่คือนัยยะสำคัญของการเปลี่ยนเกมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนความแข็งแกร่งของประเทศไทย และกระแสตื่นตัวในกลุ่มคนรักสัตว์  

มหิดล ปั้น “สตาร์ทอัพ” VETISOME สร้างนวัตกรรมเจาะ 'Exosome' ตลาด ตอบรับเทรนด์ Pet Humanization เลี้ยงสัตว์ในครอบครัว

เพื่อตอบรับกระแส Pet Economy ที่กำลังเติบโตสูงสุดและเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล  แนะยกระดับประเทศไทยจาก "ผู้บริโภค" สู่ "ผู้สร้างนวัตกรรม"

     ปี 2026 นี้ จึงอาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะใช้จุดแข็งที่มี ผนวกเข้ากับ "นวัตกรรมเชิงลึก" เพื่อยกระดับสถานะจากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อเทคโนโลยี" สู่การเป็น "ผู้พัฒนาเทคโนโลยี" และใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ในการช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในเวทีโลก จากความมุ่งมั่นในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) จึงได้เดินหน้าโครงการ Mahidol Incubation Program ในฐานะแพลตฟอร์มบ่มเพาะผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ มุ่งเสริมทักษะเชิงธุรกิจ ควบคู่การพัฒนางานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ เปลี่ยนนักวิจัยให้ก้าวสู่บทบาท Tech Entrepreneur อย่างแท้จริง 

เลิกเสี่ยงใช้ยา “สเตียรอยด์” ด้วยนวัตกรรม 'Exosome' สู่การ 'ฟื้นฟูระดับเซลล์'

     ในวันที่เทรนด์คนเลี้ยงสัตว์เป็นเสมือนคนในครอบครัว อีกปัญหาใหญ่ที่คนรักสัตว์ต้องเจอคือวงจรการรักษาที่ไม่จบสิ้น โดยเฉพาะโรคผิวหนังภูมิแพ้ในสุนัขและแมว ที่เดิมมักต้องพึ่งพา "สเตียรอยด์" หรือยากดภูมิคุ้มกัน ซึ่งแม้จะหยุดอาการคันได้เร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงต่อตับและไตวายในระยะยาว

     VETISOME สตาร์ทอัพสาย Deep Tech จากมหิดลนำโดย ผศ.ดร.สพ.ญ.ศศิธร รุ่งอรุณเลิศ คณะสัตวแพทยศาสตร์  จึงเข้ามาฉีกกฎการรักษาเดิมๆ ด้วยนวัตกรรม "Exosome Therapy" หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม ที่เหนือกว่าการใช้ยาเคมีทั่วไป โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะจากอนุภาคระดับนาโน "MSC-derived Exosomes" เข้าไปทำหน้าที่เสมือนตัวนำส่งสารสื่อสารกับเซลล์โดยตรง เพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาทำงานปกติที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงแค่การกดอาการไว้ชั่วคราว

    ความพิเศษของนวัตกรรมนี้ยังอยู่ที่กระบวนการสกัดแบบ "Cell-free" หรือปราศจากเซลล์ ซึ่งตัดความเสี่ยงเรื่องการกลายพันธุ์หรือการเกิดเนื้องอก ที่มักพบในการใช้สเต็มเซลล์แบบดั้งเดิมออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้สัตวแพทย์และเจ้าของมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่การหายคัน แต่คือการคืนโครงสร้างผิวหนังที่แข็งแรง ขนกลับมาขึ้นสวยเงางาม และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกรักสี่ขา ได้อย่างยั่งยืน

     ซึ่งความสำเร็จของกลุ่มสตาร์ทอัพสัญชาติไทย สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยนวัตกรรมไทย ที่มีคุณภาพพร้อมออกสู่ตลาดโลก เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม และผลักดันให้ไทยเปลี่ยนผ่านบทบาทสู่การเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมได้ต่อไปในอนาคตอันใกล้

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

NEWS & TRENDS