ล้วงสูตรลับทำ Collaboration Marketing ยังไงไม่ให้แป้ก!

Text: วิมาลี วิวัฒนกุลพาณิชย์


     หากวงการเพลงมีกลยุทธ์ Featuring ของนักร้องชายกับหญิง หรืออาจจะต่างค่ายหรือค่ายเดียวกันแต่คนละแนวมาจับคู่ร้องเพลง เพื่อสร้างสีสัน เพิ่มอารมณ์เพลง เพื่อโปรโมทศิลปินทั้งสองคนในคราวเดียวและเป็นการเพิ่มฐานแฟนคลับจากทั้งสองฝ่ายแล้ว ในแวดวงการตลาดก็มีอะไรคล้ายๆ  กัน เรียกกลยุทธ์นี้ว่า Collaboration Marketing หรือการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจของแบรนด์ ซึ่งอาจจะเป็นธุรกิจในสายอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือข้ามห้วยไปจับมือกับต่างธุรกิจก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่ากลยุทธ์นี้คือการผนวกจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอื่นๆ ได้มากขึ้น
 




     ที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นการจับคู่ของ 2 แบรนด์ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับตลาดเกิดขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่เพียงแต่บริษัทใหญ่หรือแบรนด์ดังเท่านั้นที่นำกลยุทธ์ Collaboration มาใช้ วิธีนี้ยังเป็นที่สนใจของบรรดา Startup และ SME ที่ต้องการเพิ่มฐานลูกค้าและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก แต่ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นไม่ได้ “ปัง” เสมอไป หลาย ๆ เคสลงเอยด้วยความ “แป้ก” ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครอยากที่จะเป็นเช่นนี้หรอก แล้วจะต้องทำอย่างไรให้ Collaboration Marketing บรรลุเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ นี่คือคำแนะนำที่ผู้ประกอบการควรต้องรู้ไว้

 
เป้าหมายการทำ Collaboration ต้องชัด

     อย่างแรกที่ผู้ประกอบการต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เป้าหมายในการทำ Collaboration คืออะไร หากต้องการเพิ่มลูกค้า ก็ต้องกำหนดด้วยว่า ลูกค้ากลุ่มไหน Mass หรือ Niche หรือจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์องค์กรให้แข็งแกร่ง หรือแค่ทำเป็นแคมเปญขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลและเอาใจลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ เพราะการวางเป้าหมายตั้งแต่แรก จะทำให้วางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะทำร่วมกับพันธมิตรได้ชัดเจนและตรงเป้าหมายมากขึ้น
 

เลือกพันธมิตรแบบที่ลูกค้าชอบ
     
     ในการตัดสินใจเลือกพันธมิตร ควรอิงที่ความชื่นชอบของลูกค้าเป็นสำคัญ อยากให้ผู้ประกอบการลองศึกษาข้อมูลดูสักนิดว่าแบรนด์ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้บริการ พูดถึง หรือกำลังปลื้มคือแบรนด์ใด แล้วทำรายชื่อออกมา จากนั้นให้คัดเลือกด้วยความรอบคอบ เพราะการเลือกแบรนด์ที่ใช่ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี
 

(แบรนด์)คุณ กับ (แบรนด์)เขา ไปด้วยกันได้

     เมื่อเลือกแบรนด์ที่จะมาเป็นพันธมิตรได้แล้ว ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าแบรนด์เรากับแบรนด์เขามีทิศทางหรือเป้าประสงค์เดียวกันหรือไม่ หากสองแบรนด์มีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะทำให้การทำงานร่วมกันราบรื่นขึ้น
 

ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไป
   
     การหว่านเม็ดเงินมหาศาลเพื่อโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไปในการทำ Collaboration Marketing มีหลากหลายวิธีในการผลักดันเพื่อให้สินค้าใหม่เป็นที่รู้จัก อาจเลือกใช้วิธีการนำจุดแข็งของตัวเองไปนำเสนอกับพันธมิตรที่มีจุดประสงค์หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเดียวกัน เช่น การเป็นสปอนเซอร์ด้วยการมอบสินค้า มอบรางวัลแก่ลูกค้าเป้าหมายโดยผ่านพันธมิตร  เป็นต้น
 

รักษาความสัมพันธ์ให้ยืนยาว
 
     ข้อจำกัดเดียวของการตลาดแบบ Collaboration คือความยากในการหาแบรนด์ที่เข้ากันได้เพื่อเป็นพันธมิตร ดังนั้นเมื่อเลือกเฟ้นได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาที่ต้องทำ นั่นคือ การรักษาความสัมพันธ์ให้ดี เช่น เปิดเผย จริงใจต่อกัน และแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เมื่อผลงานออกมาดี สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย โอกาสที่จะร่วมงานกันครั้งต่อไปย่อมมีแน่นอน

 



     การทำตลาดแบบ collaboration หากมาถูกทางจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทรงประสิทธิภาพไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาฐานลูกค้าเก่า เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่สำคัญยังได้แลกเปลี่ยนความรู้และ know-how ที่แต่ละฝ่ายถนัดอีกด้วย หากต้องการอยู่รอดในธุรกิจ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่แบรนด์สามารถนำเอาไปใช้ได้     
 
 
ที่มา
www.marketingdonut.co.uk/marketing-strategy/cost-effective-marketing/how-to-set-up-a-successful-marketing-collaboration
               
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

RECCOMMEND: MARKETING

6 สิ่งที่ SME ต้องเข้าใจเกี่ยวกับ TikTok ปี 2026 ทำอย่างไรให้คนจำได้ ไม่ใช่แค่ดู

พามาเจาะลึก 6 หัวใจสำคัญ ช่วยเปลี่ยน TikTok จากแค่ช่องทางสื่อสาร ให้กลายเป็นช่องทางสร้างยอดขายและการเติบโตอย่างยั่งยืน

แบบนี้ก็มีด้วย! อ่อยลูกค้าด้วย “ขยะ” เทรนด์การตลาดจีนยุคใหม่ ยิ่งรก ยิ่งเลอะ ยิ่งดูเหมือนขายดี น่าเข้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ การนำขยะออกมาโรยที่หน้าร้าน กำลังเป็นเทรนด์การตลาดจีนยุคใหม่ที่พ่อค้าแม่ค้าจีน นำมาใช้เรียกลูกค้ากันในวันที่เงียบเหงา ไม่มีลูกค้าเข้า

คิดได้ไง! ร้านขายยำสุดครีเอท ใช้ป้ายร้านยาเก่า เปลี่ยน "ยา" เป็น "ยำ" จนดังทั้งโซเชียล

กลายเป็นกระแสไวรัลดังอยู่บนโซเชียลในขณะนี้ เมื่อป้ายร้านขายยาเก่า ถูกดัดแปลงเป็นป้ายร้านยำเล็กๆ ชื่อว่า “ยำแซ่บเวอร์ สุขุมวิท 101”