Text : Ratchanee P.
จากลูกสาวช่างทำผ้าปาเต๊ะที่เห็นคุณพ่อรับจ้างผลิตมาทั้งชีวิต ซู-ไบซูรา ยูโซะ ตัดสินใจก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวด้วยการทำผ้าปาเต๊ะให้เป็นงานร่วมสมัย พร้อมๆ กับการสร้างแบรนด์ ซาโลมา ปาเต๊ะ (Saloma Patek) เพื่อยกระดับงานผ้าปาเต๊ะจากวิสาหกิจชุมชนซาโลมาให้มีมูลค่าสูงขึ้น
ก้าวกระโดดสำคัญคือการผสานงานคราฟต์ 100% เข้ากับนวัตกรรม "เส้นใยคอลลาเจนจากเกล็ดปลานวลจันทร์" จนกลายเป็นผ้า Functional Textile เจ้าแรกในไทยที่กัน UV และยับยั้งแบคทีเรีย ตอบโจทย์กลุ่มพรีเมียมด้วยงาน Limited Edition จนมียอดขาย 10 ล้านบาทต่อปี วันนี้ซาโลมาไม่ได้เพียงแค่ขายผ้า แต่กำลังปักหมุดให้สุไหงโกลกเป็นแลนด์มาร์คด้านศิลปะสิ่งทอที่ยั่งยืนและพร้อมจะโกอินเตอร์สู่ระดับโลก
จากคนทำผ้าสู่ “ซาโลมา ปาเต๊ะ”
จุดเริ่มต้นของอาณาจักรผ้าปาเต๊ะแห่งนี้ย้อนกลับไปได้ถึงปี พ.ศ. 2519 ในยุคที่คุณพ่อของซูเป็นผู้บุกเบิกการทำผ้าปาเต๊ะแบบดั้งเดิม โดยในสมัยนั้นเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตส่งออกไปยังพ่อค้าคนกลางในตลาดกิมหยง และจังหวัดใกล้เคียง เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 ปี ปัญหาเรื่องการไม่รู้ปลายทางของสินค้าและราคาที่ถูกกดทับด้วยกลไกตลาด กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ ซูต้องกลับมาขบคิดเมื่อก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจในปี 2560
“ซูมองเห็นปัญหาของคุณพ่อมาตลอด คือเราทำแทบตายแต่เราไม่รู้เลยว่าสินค้าไปค้างอยู่ที่ไหน ราคาขายปลายทางเท่าไหร่ และที่สำคัญที่สุดคือเราไม่สามารถยกระดับค่าแรงของช่างฝีมือที่อยู่กับเรามานานได้ เพราะเราเป็นเพียงผู้ผลิตต้นน้ำที่ไม่มีตัวตน เลยตัดสินใจว่าเราต้องแก้ปัญหานี้ด้วยการสร้างแบรนด์ขึ้นมา ‘ซาโลมา ปาเต๊ะ’ จึงเกิดขึ้น เพื่อให้รู้ว่างานหัตถกรรมที่อยู่คู่สุไหงโกลกมากว่าร้อยปี ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผ้าถุงของแม่บ้านรุ่นเก่าเท่านั้น แต่คือผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ใครๆ ก็สวมใส่ได้”
ภาพจำเดิมของผ้าปาเต๊ะ คือผ้าถุงลายดอกของแม่บ้านภาคใต้ แต่สำหรับซูมันคือมรดกทางศิลปะ เธอจึงคิดทำลายกำแพงนั้นลงด้วยแนวคิดปาเต๊ะร่วมสมัย เธอเล่าว่า ในอดีตสุไหงโกลกเคยมีโรงผลิตผ้าปาเต๊ะกว่า 30 เจ้า เรียงรายอยู่ริมแม่น้ำโกลก แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียง 3-4 เจ้าเท่านั้น
“บางครั้งซูก็รู้สึกเจ็บใจเวลาไปออกงานแล้วคนพูดถึงผ้าปาเต๊ะว่าต้องเป็นของอินโดนีเซีย ทั้งที่สุไหงโกลกมีประวัติศาสตร์ยาวนานและมีเทคนิคที่ประณีตไม่แพ้กัน เลยมองว่าตัวเองเป็นลูกคนทำผ้าปาเต๊ะ ยิ่งต้องอนุรักษ์สิ่งนี้ไว้ หน้าที่ของเราคือต้องดูแลช่างฝีมือ คนทำงานให้หัตถกรรมนี้ ให้รู้ว่างานของเขามีค่ามากกว่าแค่แรงงานขั้นต่ำ”
พลิกโฉมปาเต๊ะด้วยนวัตกรรมเกล็ดปลานวลจันทร์
ก้าวกระโดดครั้งสำคัญของซาโลมา ปาเต๊ะ คือการเข้าร่วมโครงการ ‘บาติกโมเดล’ ในพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งเปรียบเสมือนประตูบานใหม่ที่เปิดไปสู่โลกของพันธมิตร ซูไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำลวดลายผ้าที่สวยงาม แต่เธอตั้งโจทย์กับตัวเองว่า “DNA ของแบรนด์คืออะไร?” และ “จะทำอย่างไรให้ผ้าปาเต๊ะเหนือกว่าผ้าปกติ?”
คำตอบนั้นมาจากการร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อสร้างสรรค์เนื้อผ้าที่มีความพิเศษเฉพาะ นั่นคือการนำ “เส้นใยคอลลาเจน” ที่สกัดจากเกล็ดปลานวลจันทร์มาผสานเข้ากับผ้าคอตตอนและเรยอน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือผ้าที่มีคุณสมบัติ Functional Textile
“ภาคใต้เราถนัดเรื่องการทำปาเต๊ะ แต่เราไม่ชำนาญเรื่องการทำเส้นใย ซูจึงต้องแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความแตกต่าง จนพบกับนวัตกรรมเกล็ดปลานวลจันทร์ ซึ่งต่างประเทศใช้กันมานานแล้ว แต่เรานำมาพัฒนาต่อยอดจนเป็นเส้นใยคอลลาเจนที่มีคุณสมบัติ 4 ประการที่ผ้าปกติให้ไม่ได้ คือ ป้องกันรังสี UV ขจัดแบคทีเรีย ป้องกันกลิ่นอับจากเหงื่อ และให้ความรู้สึกเย็นสบายตลอดเวลาที่สวมใส่ นี่คือผ้าปาเต๊ะนวัตกรรมที่เราใช้เจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม”
ซาโลมา ปาเต๊ะ ถือเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำเส้นใยคอลลาเจนมาบรรจบกับงานหัตถกรรมปาเต๊ะ ซึ่งแม้ต้นทุนจะสูงขึ้นกว่าผ้าปาเต๊ะธรรมดาถึงร้อยเท่า แต่นั่นคือมูลค่าที่แลกมาด้วยคุณภาพและความเป็นหนึ่งเดียวในโลก
งานคราฟต์ 15 วัน เพื่อผืนเดียวในโลก
ในโลกของ Fast Fashion ที่ทุกอย่างถูกผลิตด้วยเครื่องจักร ซาโลมา ปาเต๊ะ กลับเลือกเดินในทิศทางที่สวนทางกัน ด้วยการยึดถือความเป็น “โรงงานหัตถกรรมแบบครบวงจร” ที่ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ 100% ความพิเศษของผ้าปาเต๊ะคอลลาเจนไม่ใช่เพียงแค่เนื้อผ้า แต่คือกระบวนการที่ซูเรียกว่า “การรวบรวม 4 ศาสตร์แห่งงานศิลป์” ไว้บนผืนผ้าผืนเดียว
“ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นกลุ่ม VIP มีตำแหน่งทางสังคม ทั้งข้าราชการระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัด และนักธุรกิจ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความสวยงาม แต่เขาต้องการความพิเศษ ผ้าคอลลาเจนของเราในรอบ 3 เดือน เราผลิตได้เพียง 100 ชิ้นเท่านั้น เพราะแต่ละผืนใช้เวลาทำยาวนาน บางผืนใช้เวลาถึง 15 วันก็มี เราใช้บล็อกทองแดงที่แกะด้วยมือ 100% เพื่อให้เพื่อให้เกิดลายที่คมชัด มีเทคนิคการทำสีทำลาย เช่น ลวดแทรกเหลือง ทำให้เกิดลวดลายเฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบยาก ลายแต่ละลายจะเป็น Limited Edition ที่ไม่มีซ้ำเดิม ถ้าลูกค้าอยากได้ลายซ้ำ เราก็จะทำคนละสี จะไม่มีเลยที่สีและลายเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความเป็น Unique อย่างแท้จริง”
เมื่อถามถึงเรื่องราคา ซูให้คำตอบที่น่าสนใจว่า แม้ผ้าปาเต๊ะทั่วไปจะเริ่มต้นที่ราคา 500 บาท แต่สำหรับผ้าปาเต๊ะคอลลาเจน ราคาจะเริ่มต้นที่ 3,000 บาทต่อขนาด 2 เมตร และอาจพุ่งไปถึงหลักหมื่นตามความซับซ้อนของลวดลาย ทว่าผลตอบรับกลับดีเกินคาด ลูกค้ากว่า 80-90% กลับมาซื้อซ้ำเพราะสัมผัสได้ถึง Texture ที่สวมใส่สบายและความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครองงานคราฟ์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก
“บล็อกทองแดงหนึ่งชิ้นใช้เวลาแกะมือเป็นเดือน ราคาหลายพันบาท หนึ่งลายต้องใช้หลายบล็อก ต้นทุนเริ่มต้นก็แตะหลักหลายหมื่นแล้ว ในการทำงานเราเซ็ตระบบการทำงานเป็น 13 Station อย่างชัดเจน เพื่อล้างภาพจำว่างานแฮนด์เมดต้องช้าและไม่มีมาตรฐาน เราทำลายกำแพงนั้นทิ้งด้วยการบริหารจัดการ ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกแต่ยังรักษางานฝีมือไว้ ทำให้เราสามารถส่งมอบผ้าที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมไปได้ทั่วประเทศ และขยายไปสู่การรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับตลาดมาเลเซียและพม่าอีกด้วย”
หมุดหมายคือเป็นแลนด์มาร์คสุไหงโกลก
เป้าหมายสุดท้ายของซูไม่ได้หยุดอยู่ที่เพียงยอดขายที่เติบโตจากหลักล้านสู่10 ล้านบาทต่อปี แต่คือการสร้าง “ความมั่นคงที่ยั่งยืน” ให้กับคนในครอบครัวซาโลมา ซึ่งหมายถึงพนักงานทุกคนที่เธอร่วมทุกข์ร่วมสุขมา เธอต้องการลบภาพจำว่าอาชีพคนทำผ้าคืออาชีพค่าแรงต่ำ และต้องการให้สุไหงโกลกถูกพูดถึงในแง่มุมของความงามและศิลปะ มากกว่าข่าวความไม่สงบ
“หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจของซูคือคนบุคลากรบางคนอยู่กับคุณพ่อมา 40 ปี เขาคืออาจารย์ เขาคือครอบครัว ซูต้องการให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีเงินเก็บ ไม่ใช่ทำงานหลังขดหลังแข็งแล้วได้แค่ 250 บาทต่อวัน วันนี้เรามาไกลกว่าที่ฝันมาก ซูมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ว่า วันหนึ่งซาโลมา อาจจะได้คอลแลปกับอบรนด์ดังๆ ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton เราอยากสร้างตำนานให้คนจดจำว่านราธิวาสคือศูนย์กลางปาเต๊ะร่วมสมัยของไทย” ซู กล่าวในตอนท้าย
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี