Starting a Business

Taidana. Pan ขนมปังลอยฟ้า เปลี่ยนห้องนอนชั้น 3 ให้เป็นร้านขนมปังสุดไวรัล เปิดไม่ถึงเดือน ขายได้วันละ 200 กว่าแผ่น

Text : Nitta Su.

Photo : Sunun Lorsomsab


     บนถนนเส้นหนึ่งย่านกรุงธนบุรี แถวปากซอยเจริญนคร 29 ทุกเย็นหลังเลิกงาน หากคุณเงยหน้าขึ้นไปมองที่อาคารพาณิชย์หลังหนึ่ง จะเห็นภาพแสงไฟอุ่นๆ ส่องออกมาจากกระจกบานใหญ่บนชั้น 3 พร้อมคนใส่ชุดมาร์คคอตขนมปังยืนอยู่ตรงหน้าต่าง กำลังอบขนมปังเนยขายอย่างตั้งใจ

     ใช่ เรากำลังพูดถึง “Taidana.pan ร้านขนมปังสุดไวรัลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ที่เปลี่ยนพื้นที่ระเบียงหน้าห้องริมถนนให้กลายเป็นร้านขนมปังลอยฟ้า ไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก แต่เพราะมองเห็นโอกาสในพื้นที่ที่คนอื่นมองข้ามต่างหาก

ความทรงจำจากไต้หวัน สู่ขนมปังเนยในห้องเช่า

     ยุพดี ซิ้มอิ่ม หรือ เกด เจ้าของไอเดียร้านขนมปังสุดแปลก เล่าที่มาให้ฟังว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากขนมปังเนยชิ้นหนึ่งตอนไปเที่ยวไต้หวันเมื่อ 7–8 ปีก่อน กลิ่นหอมของเนยที่หนาและฟุ้งอยู่ในปาก กลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจ แต่กลับพบว่าที่ไทย หากินที่ไหนไม่ได้เลย จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี รสชาตินั้นยังชัดเจน และจดจำได้ดี

     “มันหอมเนยมาก กัดเข้าไปหอมฟุ้งอยู่ในปาก อยากกินเอง แต่ที่ไทยไม่มีขายเลย”

     ความทรงจำเงียบหายไปพักใหญ่ กระทั่งเมื่อ 4 ปีก่อน เธอทดลองทำกินเอง และให้เพื่อนๆ ได้ลองชิม ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากให้ลองทำขาย จนเป็นจุดเริ่มต้นให้เปิดเพจเล็กๆ ขึ้นมาในชื่อ “Mairu” ทำขายจากครัวเล็กๆ ในหอพักย่านเจริญนคร ไม่มีหน้าร้าน ขายออนไลน์และโพสต์ลงกลุ่มหาของกินในละแวกนั้น ให้ลูกค้ามารับเอง

     ผลตอบดีทีเดียว แต่ทำอยู่ได้ไม่นาน เจ้าของหอพักมองว่าไม่เหมาะสม และขอให้หยุดขาย จนสุดท้ายยื่นคำขาดให้ย้ายออกจากหอพักภายใน 3 วัน จนทำให้แบรนด์ต้องปิดตัวลง มีเพียงลูกค้าบางคนที่ยังติดต่อขอซื้อเนยไปทำกินเองบ้าง ธุรกิจขนมปังเนยครั้งนั้น จึงต้องหยุดพักไป แต่ความคิดอยากลองทำอีก…ก็ไม่เคยหาย

ร้านขนมปังบนชั้น 3 ที่ใครๆ ก็เห็น

     กระทั่งจังหวะชีวิตเริ่มลงตัว เกดย้ายมาอยู่กับแม่ย่านเจริญนคร ทำงานเป็น Head Chef ในร้านอาหารอิตาเลียนแห่งหนึ่งสัปดาห์ละ 3–4 วัน ทำให้มีเวลาว่างเหลือ ความคิดเรื่องขนมปังจึงกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพราะรายได้อย่างเดียว แต่เพราะความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้คิดถึง

    “เวลาเลิกงานแล้วได้ทำขาย ได้เห็นลูกค้าชอบ กินอย่างมีความสุข มันเหมือนได้เติมความสุขให้ตัวเอง”

    วันหนึ่งเธอยืนมองออกไปนอกหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ รถราวิ่งผ่านไปมาไม่ขาดสาย แล้วจู่ๆ ความคิดก็ผุดขึ้น “ถ้าลองเปิดร้านขายตรงนี้ล่ะน่าจะได้ไหม”

    แทนที่จะลงไปขายชั้นล่าง หรือไปเช่าพื้นที่ เกดเลือกเปิด “หน้าร้าน” บนชั้น 3 ของห้องพัก ออกแบบดัดแปลง หน้าต่างห้องให้เป็นกระจกบานใหญ่ ติดไฟให้เด่น ตกแต่งให้เหมือนคาเฟ่เล็กๆ ที่สำคัญไฮไลต์ที่วางไว้ คือ ใส่ชุดมาร์คคอตขนมปังยืนขายไปด้วย โดยใช้วิธีส่งรับสินค้าผ่านเชือกรอกผูกกระป๋องดึงขึ้น-ลง เหมือนหลายร้านที่ให้ไรเดอร์มารับของชอบทำกัน

    “เราขายอยู่ข้างบน ต้องทำให้ลูกค้ามองเห็นมาแต่ไกลเลยว่า เรากำลังขายอะไรอยู่ ต้องออกไปยืนให้เขาเห็น”

    และแล้วพื้นที่บนระเบียงความกว้างไม่เกิน 50 เซนติเมตร ก็แปรสภาพกลายเป็นหน้าร้านอย่างเต็มตัว

ขนมปังขี้เกียจ ที่ไม่ได้แปลว่าขี้เกียจจริงๆ

     เกดตั้งต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง พร้อมชื่อแบรนด์ใหม่ว่า “Taidana pan” มาจากภาษาญี่ปุ่น แปลว่า “ขนมปังขี้เกียจ” แต่ความขี้เกียจในความหมายของเธอ ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย แต่มันคือ ความคิดว่า “อยากตื่นมา แล้วทำเลย ขายเลย เปิดร้านเลยต่างหาก”

     การขายบนชั้น 3 ในห้องพัก จึงสะดวกที่สุด เลิกงานกลับถึงบ้าน ก็เปิดร้านได้ทันที ไม่ต้องขนของลงล่าง
ไม่ต้องแชร์พื้นที่กับของชำของแม่ที่อยู่ชั้นล่าง

     “คิดให้ตัวเองสะดวกที่สุด อยู่ในห้องตัวเอง ทำอะไรเอง ง่ายสุด”

     ความขี้เกียจในที่นี้ จึงไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นวิธีออกแบบชีวิตให้ทำสิ่งที่รักได้จริง

จาก 1 แผ่น สู่ 240 แผ่นต่อวัน

     เกดเล่าว่าเธอใช้เวลาเตรียมทุกอย่างประมาณ 1 เดือน โดยวันแรกที่เปิดร้าน (29 ม.ค 69) ขายได้เพียง 1 แผ่นเท่านั้น! เป็นลูกค้าเก่าที่ตามมาจากแบรนด์เดิม แต่เมื่อมีคนถ่ายคลิปลงโซเชียล ภาพร้านขนมปังบนชั้น 3 ก็เริ่มถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว ภายในไม่ถึงสัปดาห์ ยอดขายกลับทะลุขึ้นมาที่ประมาณ 220-240 แผ่นต่อวัน ใช้เนยวันละ 6–7 กิโลกรัม โดยเริ่มต้นขายตั้งแต่ 5 โมงเย็น ไปจนถึงเที่ยงคืนหรือจนกว่าของจะหมด

     ช่วงเดือนแรกเธอเปิดให้ลูกค้าจ่ายตามความพอใจ (จากราคาปกติแผ่นละ 65 บาท) เพราะอยากให้ทุกคนได้ลองก่อน แล้วค่อยตัดสินคุณค่าเอง โมเดลเรียบง่ายผสานกับพลังโซเชียล ทำให้ร้านเล็กๆ บนชั้น 3 กลายเป็นจุดหมายโดยแทบไม่ต้องใช้การตลาดแบบดั้งเดิม

     แน่นอนว่าไอเดียนี้ มาพร้อมเสียงกังวลเรื่องความปลอดภัย และการตั้งคำถามว่าการทำแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ เกดเลือกแก้ไขมากกว่าถอย ผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ เธอติดรั้วเหล็กเพิ่มความปลอดภัย และให้แม่เข้ามาช่วยจัดคิวให้ เพราะลูกค้าเพิ่มขึ้นเยอะมาก และจ้างพนักงานมาขาย เพื่อให้เปิดร้านได้ทุกวัน จากภาพที่เคยดูเสี่ยง วันนี้กลายเป็นระบบที่ชัดเจนและรับผิดชอบ

     โดยอนาคตอยากพัฒนาเมนูให้หลากหลายมากขึ้น เช่น ชาเขียว ช็อกโกแลต ชีส รวมไปถึงอยากทำเนยกระปุกสูตรตัวเองส่งขายไปทั่วประเทศด้วย

ทลายทุกข้อจำกัด ด้วยคำว่า “ลงมือทำ”

     จากความตั้งใจที่เกดทำให้เห็น สิ่งที่ Taidana.pan พิสูจน์ ไม่ใช่แค่การขายขนมปังได้วันละหลายร้อยแผ่น แต่คือ การตั้งคำถามใหม่กับคำว่า “ข้อจำกัด” ว่าบางครั้งมันอาจเป็นเพียงกรอบที่เรายอมรับโดยไม่เคยลองขยับ วันนี้เธอจึงอยากฝากบอกทุกคนว่า

     “ทุกคนน่าจะมีไอเดียของตัวเอง ขอให้ลองลงมือทำดูก่อน เหมือนเรา ก็ไม่รู้หรอกว่าผลตอบรับจะดีมากขนาดนี้ ต้องลองลงมือทำดูก่อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะ ไม่ต้องมีหน้าร้านสวยหรู ไม่จำเป็นต้องรอให้พร้อม 100% แค่เริ่มในแบบของตัวเองตามความถนัด ตามจังหวะชีวิต”

     เมื่อความกล้าเล็กๆ เปลี่ยนความหมายของคำว่า “หน้าร้าน” Taidana.pan อาจไม่ใช่ร้านที่ใหญ่ที่สุด ไม่ได้มีหลายสาขา และไม่ได้อยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่คือ ร้านที่ทำให้คนต้องเงยหน้ามอง และตั้งคำถามกับความเชื่อเดิมๆ ของตัวเองไปพร้อมกันว่า

     บางครั้ง ธุรกิจอาจไม่ได้เริ่มจากทำเลที่ดีที่สุด แต่เริ่มจากการมองสิ่งที่มีอยู่ แล้วกล้าถามว่า “เราจะเริ่มลงมือทำจากจุดนี้ได้ยังไง” ก็ได้

     ข้อมูลติดต่อ

     FB : Taidana.pan

     IG :  taidana.pan

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup