Starting a Business

Aramo Aroma จากเงินหนึ่งพันสู่แบรนด์เครื่องหอม ที่มียอดพันออร์เดอร์ในคืนเดียว

Text : Yuwadi.s


     เงินหนึ่งพันบาท สำหรับคุณใช้ได้นานแค่ไหน? มีใครคนหนึ่งใช้เงินหนึ่งพันปั้นธุรกิจเทียนหอมและต่อยอดสู่เจ้าของแบรนด์น้ำหอมที่โด่งดังบนโลก TikTok ที่เคยขายหมดภายใน 5 วินาทีหรือแม้แต่ออเดอร์เข้า 3,000 ออเดอร์ต่อคืนก็เกิดขึ้นแล้วกับ Aramo Aroma ที่ก่อตั้งโดย ปอน นัฐฐิกรณ์ พันธุ์ยุรา

     จากเทียนหอมวันนั้นสู่น้ำหอมในวันนี้ Aramo Aroma กำลังโด่งดังบนโลกออนไลน์ในฐานะนักออกแบบน้ำหอมส่วนบุคคลแถมยังมี DNA แสนกวนจนลูกค้าติดใจ ยูนีคไม่เหมือนใครด้วยการออกคอลเลกชั่นน้ำหอมตามวันเกิดเพื่อคนทั้ง 366 วันตั้งแต่ 1 มกราคมไปจนถึง 31 ธันวาคมเลยทีเดียว เขาทำอย่างไรให้ธุรกิจที่เริ่มต้นจากศูนย์กลายเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้!

ใช้เงินหนึ่งพันบาทปั้นแบรนด์เทียนหอมโดยไม่มีสินค้าในมือ

    ก่อนจะกลายมาเป็นน้ำหอมในปัจจุบัน ปอนเล่าว่า Aramo Aroma เริ่มมาจากการทำเทียนหอม โดยเขาเป็นอดีตพนักงานประจำที่มีสกิลด้านการตลาด การทำคอนเทนต์และการถ่ายรูปติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทำงานประจำสักพักก็อยากออกมาทำอะไรเป็นของตัวเอง

     “ผมมีงานอดิเรกชอบถ่ายภาพ ชอบความครีเอทีฟ เราใช้สกิลพวกนี้ทำการตลาด ทำคอนเทนต์ ทำคลิปไวรัล ฟอร์มทีมกับเพื่อนทำการตลาดให้แบรนด์ต่างๆ มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย พอมาทำงานเราก็เดินทางสายครีเอทีฟมาตลอด แล้วความครีเอทีฟเราบางทีมันหลุดกรอบไปแต่ต้องโดนตีกรอบด้วยระบบบริษัท เลยเป็นจุดที่ทำให้เราอยากมีอะไรเป็นของตัวเอง จะได้ทำเต็มที่ในแบบของเรา เลยตัดสินใจออกจากงานประจำ เราเริ่มจากติดลบเลย เรามองตัวเองก่อนว่าเราอยากเป็นพ่อค้า อยากออกแบบผลิตภัณฑ์เอง เราทำการตลาดได้ ถ่ายรูปได้ มีกล้อง ตอนนั้นเราไถฟีดเรื่อยๆ ว่าทำธุรกิจอะไรดี จนเปิด Pinterest แล้วเจอเทียนหอม ผมเห็นสิ่งนี้ครั้งแรกในชีวิต ไม่เคยรู้จักเทียนหอมมาก่อน จนเจอเพื่อนคนหนึ่ง เขาได้เทียนหอมมาเป็นของขวัญ เลยถามเขาว่ามันราคาเท่าไหร่ เพื่อนบอก 690 บาท เกิดมาผมไม่เคยเจอเทียนแบบนี้ ราคานี้มันเป็นไปได้ยังไง จากนั้นก็เรียนรู้การทำเทียนหอม DIY เริ่มต้นต้องมีอุปกรณ์อะไรบ้าง”

     ระหว่างที่ปอนลาออกจากงาน เขารับงานถ่ายรูปเพื่อหารายได้ดำรงชีวิตในตอนนั้นและเริ่มต้นทำเทียนหอมควบคู่กันไป โดยเขาใช้เงินทุนเริ่มต้นแค่ 1,000 บาทและใช้สกิลการตลาดของตัวเองที่มีต่อยอดเงินก้อนนั้นจนกลายเป็นแบรนด์เทียนหอมที่มีออเดอร์อย่างต่อเนื่อง

     “ผมมีเงินน้อยมาก แค่ 1,000 บาท เราใช้วิธีการซื้อของขั้นต่ำกับทางร้านมาทดลองดูก่อน จนสุดท้ายเหลือเงิน 45 บาทไว้กินข้าวและได้ผลิตภัณฑ์มา 1 ชิ้น เป็นกลิ่นเลมอนลาเวนเดอร์ คุณภาพเราพอใจ ทดลองแล้วกลิ่นกระจายตัวดี งั้นเราขายที่ 490 บาท ตอนนั้นเรามีแค่ชิ้นเดียวจะทำยังไงให้ดูน่าเชื่อถือ เราตั้งโต๊ะ จัดไฟ ทำฉาก กดแชะ ได้ 1 รูป ใช้สกิลที่เรามี จากสินค้าชิ้นเดียวแล้ว Photoshop เหมือนเรามีเทียนทั้งหมด 10 กลิ่น เขียนสตอรี่ เริ่มเปิดรับออเดอร์จากในไอจีส่วนตัวก่อน ออเดอร์ก็เริ่มเพิ่มขึ้น จาก 4-5 คน เป็น 10 คน เราก็รับออเดอร์แบบนี้มาติดกัน 2-3 เดือน ด้วยความที่เราเป็นคนตลก ร่าเริง เราก็ชอบใช้มีมทำคอนเทนต์ตลกๆ จนวันหนึ่งเราเอามีมมาใช้ในแบรนด์จนเกิดเป็นไวรัลในทวิตเตอร์ ดังข้ามคืน เป็นแค่มีมรูปหมาตลกๆ เปิดรับออเดอร์แล้วนะครับ ตอนนั้นมันช่วงโควิด อะไรที่ตลกๆ จะไวรัลง่ายมาก จากนั้นออเดอร์เข้าผม 400 - 500 ออเดอร์ในคืนเดียว ทั้งที่เรายังไม่มีสินค้าในมือด้วยซ้ำ พลิกชีวิตเราเลย มันก็ขายดีมาเรื่อยๆ ช่วงวันเลขเบิ้ล ออเดอร์เข้าทีละ 300-500 ออเดอร์ ขายดีคงที่มาเป็นปี จนข้ามคืนในปีหนึ่ง วันที่ 31 ธันวาคมยังขายดี พอข้ามมา 1 มกราคมเหลือ 3 ออเดอร์ อยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น เหมือนพฤติกรรมคนเปลี่ยนไป คนเข้าออฟฟิศ คนเลิกกักตัว มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราขายยากขึ้น ผมหาคำตอบอยู่ปีหนึ่ง เคว้งคว้างมาก พนักงานลาออกบ้าง จ่ายเงินเดือนครึ่งเดียวบ้าง กลับมาเอาชีวิตรอดอีกครั้ง”

จากเทียนหอมสู่น้ำหอมจนกลายเป็น Perfume Stylist

     กว่า 1 ปีที่ปอนต่อสู้เพื่อแบรนด์ของตัวเองและหาคำตอบว่าต้องไปทางไหนดี จนได้ก้าวเข้าสู่ตลาดน้ำหอม ที่แม้จะมีผู้เล่นในตลาดมากมาย แต่ด้วย DNA ของตัวเองที่มีความครีเอทีฟไม่เหมือนใคร เลยหยิบเอาไอเดียสนุกๆ อย่างการออกแบบน้ำหอมส่วนบุคคลมาทำจนกลายเป็นแบรนด์น้ำหอมที่น่าจดจำในชั่วข้ามคืน

     “ผมเจอรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาบอกว่าลองย้ายไปตลาดน้ำหอมดูไหม มันใหญ่นะ เราทำเทียนหอมตลอด ไม่มีความรู้เลย ช่วงนั้นก็เริ่มเข้าคลาสเรียนทำน้ำหอม หมดเงินไปเป็นแสน พอเรียนเสร็จ มันจะสิ้นเดือนอีกแล้ว ต้องหาค่าใช้จ่ายบริษัทอีกรอบ พอเดือนธันวาคมผมเลยเปิดเวิร์คช็อปให้ลูกค้ามาทำเทียนหอมเป็นกลิ่นประจำตัวเอง เรามีสกิลการปรุงน้ำหอม ปรุงกลิ่นมา พอลูกค้ามาเราก็เลยเห็นว่าคนเขาอินกับการทำน้ำหอมกลิ่นประจำตัวขนาดนี้เลยเหรอ? พอข้ามปี ผมตั้งตัวใหม่ เปิดรับออเดอร์น้ำหอมส่วนบุคคลใน TikTok ปรุงตามคาแรกเตอร์  ออเดอร์เข้าผมอีกครั้ง กลับมา 400 ออเดอร์ในคืนเดียว คนอินมาก TikTok ดันฟีดเราไปล้านวิว ออเดอร์เข้าเยอะมาก 4 เดือนเราทำงานไม่หยุดจนถึงตี 2 ทุกวัน”

     สำหรับจุดเด่นของน้ำหอมแบรนด์ Aramo Aroma คือความครีเอทีฟ ความยูนีคและคิดถึงความต้องการของลูกค้าเป็นหลักมากกว่าความต้องการจากแบรนด์เพียงอย่างเดียว เราจึงได้เห็นความสนุกของน้ำหอมทั้งจากกลิ่นแมวเปรต (Sweet But Phycho Cat) กลิ่นหมาเด็ก (Mah Dek) กลิ่นผ้าปูที่นอนแฟน (Someone’s Bed Sheet) หรือแม้แต่การหยิบเอาความเป็นคนไทยจ๋าๆ ที่ชอบมูเตลูมาสร้างสรรค์น้ำหอมตามวันเกิดที่มีทั้งหมด 366 กลิ่นสำหรับคนทั้ง 366 วันที่เปิดพรีออเดอร์ครั้งแรก ออเดอร์ถล่มทลายกว่า 3,000 ขวด!

     “แบรนด์เราเริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะ Perfume Stylist แล้วก็เริ่มมีลูกค้าที่ไม่อยากรอคิว อยากได้พร้อมส่ง เลยเป็นไอเดียต่อยอด งั้นทำน้ำหอมพร้อมส่ง เราก็คิดว่าทำกลิ่นไหนดีให้ยูนีค แตกต่างจากคนอื่น เราต้องใช้ความเป็นตัวเอง ความกวนตีนชาวบ้าน ดึงออกมา งั้นทำกลิ่นแมวเปรต หมาเด็ก ผ้าปูที่นอนแฟนเก่า มันต้องมีจุดเชื่อมโยงที่แบรนด์ต้องการสื่อสารกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ น้ำหอมเราต้องมีสตอรี่ ต้องเล่าต่อได้ ต้องดูว่าลูกค้าต้องการอะไร ฉีดน้ำหอมหมาเด็กแล้วคิดถึงแฟน กลิ่นแมวเปรตทำให้คาแรกเตอร์ซนๆ เขาชัดเจนขึ้น เราก็ต่อยอดมาเรื่อยๆ วนลูป พอน้ำหอมเราเริ่มนิ่ง เราก็มาคิดว่าความจริงแล้วคนไทยเป็นคนยังไงกันแน่ คนไทยชอบเรื่องดวง วันเกิด กรุ๊ปเลือด นี่แหละ เราต้องดึงมาทำเป็นสินค้าเราให้ได้ เลยเกิดเป็นน้ำหอมวันเกิดขึ้นมา ตอนแรกไม่มีใครด้วยเลย แต่ถ้าทำแค่ 12 กลิ่นตามราศี มันจะพิเศษยังไง ใครๆ ก็ทำได้ ไหนๆ เราก็เป็น Perfume Stylist อยู่แล้วและทุกวันนี้ AI Assistant ก็คือสิ่งสำคัญในการทำงานอยู่แล้ว มันง่ายมากที่จะหาข้อมูลบุคลิกคนในแต่ละวัน เราใช้เวลาติดกัน 2-3 เดือนในการออกแบบกลิ่น เปิดรับพรีออเดอร์ครั้งแรก ออเดอร์เข้า 3,000 ขวด ยังไม่มีของในมือเลย แถมแต่ละขวดมีฟังก์ชันพิเศษคือสามารถสกรีนตัวอักษรภาษาอังกฤษได้ 1 ตัว ใช้เวลาเคลียร์ออเดอร์ 3 เดือนกว่าจะจบ กว่าจะทำการสต๊อกของได้ นานมาก”

     ทางด้านการทำการตลาดของแบรนด์ ปอนเล่าว่าเขาเน้นวิธีการบอกปากต่อปากของลูกค้า ที่สำคัญคือการมองความต้องการของลูกค้าเป็นหลักเพื่อสร้างสินค้าที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ลูกค้า

     “งบการตลาดเราแทบไม่ได้ใช้เลย ทุกอย่างออร์แกนิก ปากต่อปาก ยุคหลังๆ การตัดสินใจซื้อของคนมันง่ายขึ้นถ้าคนใกล้ตัวหรือคนที่เขาเคารพนับถือพูดออกมาจากปากว่าดีนะ ใช้แล้วดีนะ ดีกว่าการที่แบรนด์มาพูดฝั่งเดียว เราเลยไม่ค่อยยิงโฆษณาหรือสื่อสารจากเราฝั่งเดียว อยากให้ลูกค้าเป็นคนช่วยพูด เพราะมันเรียลกว่า เราเลยใช้การปากต่อปากเป็นส่วนใหญ่และเราต้องมองในมุมลูกค้าว่าเขาอยากได้สินค้าอะไร เพราะอะไร เขาต้องอยากได้น้ำหอมที่ติดทน กระจายตัวดี เราต้องการขายคุณภาพเป็นหลัก ไม่อยากขายของราคาถูกที่เขาซื้อแล้วหายไป เราอยากให้เขากลับมาซื้อซ้ำ เราเลยเลือกวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้จุดยืนของแบรนด์เรา”

    ปอนได้ปิดท้ายถึงหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจว่าสำหรับเขาคือเรื่องของการยึดมั่นในจุดยืนของแบรนด์ และพัฒนาตัวเองด้วยการนำฟีดแบคของลูกค้ามาปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โฟกัสในสิ่งที่ทำและรู้ว่าจุดยืนตัวเองคือใคร ที่สำคัญคือการบริหารจัดการเรื่องเงิน

     “เราต้องรู้จุดยืนของแบรนด์มันคืออะไร ยึดมั่นในอุดมการณ์นั้น อย่าแกว่งกับคำพูดของคน และแบรนด์จะโตได้ก็ต่อเมื่อเราปรับตัวกับฟีดแบคของลูกค้า สิ่งที่ลูกค้าต้องการจะทำให้แบรนด์เราชัดเจนขึ้น อีกอย่างคือเราต้องรู้ว่าเราคือใคร ผู้บริหาร CEO หรือเป็นบอส เป็นลีดเดอร์ เราต้องวางจุดยืนให้ชัด ถ้าเป็น CEO เราต้องทำอะไรบ้าง โฟกัสในสิ่งที่ทำให้ได้มากที่สุด ต้องมองภาพรวมให้ออก ตัดสินใจให้เด็ดขาดแม้ในวินาทีสุดท้ายก็ต้องมีภาวะผู้นำในการตัดสินใจนั้น สุดท้ายคือระบบการเงิน บริษัทจะโตได้ก็ต่อเมื่อมีการวางแผนการเงินที่ดี”

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจ Startup