“ค้าปลีก ค้าส่ง” อาเซียน โอกาสหรือโฆษณาชวนเชื่อ?

by smethailandclub 05 กพ. 2016
Share:
  

 




     
เรื่อง : นิธิดา วงศาโรจน์ 


    สำหรับ “ค้าปลีก ค้าส่ง” ต้องยอมรับเลยว่า ธุรกิจกลุ่มนี้ในประเทศไทยนับว่ามีศักยภาพและความพร้อมในการที่จะขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดเสรีอาเซียน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อลองมาเจาะลึกถึงคำว่า “การค้าเสรี” อย่างแท้จริง กลับพบว่าบนพื้นฐานของคำว่า เสรี ยังคงมีข้อจำกัดแอบแฝงไว้อยู่ ซึ่งในแต่ละประเทศก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ส่งผลให้โอกาสสำหรับ SME ค้าปลีก ค้าส่งของไทยที่เคยคาดหวังว่าจะเปิดกว้าง ดูจะค่อยๆ ริบหรี่ลง 

    ในเรื่องนี้ รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแจงถึงข้อผูกพันภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) ของแต่ละประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจการเปิดเสรีในกลุ่มค้าปลีก ค้าส่งได้มากยิ่งขึ้น

 




    บรูไน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนโยบายทางการค้าค่อนข้างเสรี ซึ่งในส่วนของภาษีขาเข้าแทบจะไม่เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับผู้ประกอบการไทยเลยแม้แต่น้อย โดยมูลค่าค้าปลีก ค้าส่ง ในประเทศดังกล่าว จะอยู่ราวๆ ร้อยละ 32 ของจีดีพี ซึ่งตามข้อผูกพันภายใต้กรอบของ AFAS จะพบว่า มีบางส่วนที่ธุรกิจค้าปลีกยังไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาทำ เช่น ค้าปลีกยานยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิง และปิโตรเลียม ซึ่งจะได้รับการสงวนไว้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเท่านั้น รวมไปถึงธุรกิจยาสูบที่ต้องได้รับหนังสืออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้


    แต่ในท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถจัดจำหน่ายได้อยู่ดี เพราะเวลาที่ชาวบรูไนต้องการซื้อบุหรี่ก็ยังต้องข้ามฝั่งไปที่มาเลเซียเท่านั้น นอกจากนั้น แหล่งช้อปปิ้งในประเทศบรูไน ยังมีค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศไทย ถึงแม้จะมีเชนสโตร์แต่ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ส่งผลให้ตลาดค่อนข้างจะจำกัด ถ้าหากจะเข้าไปเล่นคงต้องทำการบ้านหนักพอสมควร

 




    กัมพูชา มีสัดส่วนมูลค่าค้าปลีก ค้าส่งสูงถึงร้อยละ 58 ของจีดีพี โดยธุรกิจเกินกว่าครึ่งเป็นร้านค้าปลีก และกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันประเทศกัมพูชา เริ่มมีการลงทุนพัฒนาในเรื่องของศูนย์การค้า พร้อมกับที่เกาหลีเริ่มรุกตลาดเข้ามาเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ภายใต้กรอบ AFAS ประเทศกัมพูชานั้นยอมเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามาทำได้อย่างเสรี 5 สาขาย่อยด้วยกัน ได้แก่ บริการตัวแทนนายหน้าหรือโบรกเกอร์ บริการค้าส่ง บริการค้าปลีกที่จะจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าเท่านั้น  กลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ และสุดท้ายคือขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์


 



    อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่น่าสนใจไม่ใช่เล่น เพราะด้วยจำนวนประชากรที่สูงเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียน จึงทำให้โอกาสค่อนข้างเจิดจรัส และเมื่อมาดูในสาขาธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง จะพบว่ามีลักษณะการจ้างงานประมาณร้อยละ 11 ของแรงงานทั้งหมด ทั้งยังมีมูลค่าค้าปลีก ค้าส่งเป็นร้อยละ 13.9 ของจีดีพี โดยธุรกิจค้าปลีกสินค้าประเภทเสื้อผ้าและรองเท้าจะมีสัดส่วนสูงที่สุด ก่อนตามมาด้วยสินค้าทั่วไป

   พร้อมกันนี้ ตลาดโดยรวมในประเทศอินโดนีเซีย จะมีผู้ประกอบการท้องถิ่นอยู่ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และเป็นผู้ประกอบการชาวต่างชาติเพียง 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งจากข้อผูกพันตัวเองภายใต้กรอบ AFAS ประเทศอินโดนีเซีย ยอมเปิดเสรีใน 3 สาขาย่อยด้วยกัน ได้แก่ 1.ค้าส่งอาหารเครื่องดื่ม และบุหรี่ ที่มีพื้นที่จำหน่ายขั้นต่ำ 5,000 ตารางเมตร 2.บริการค้าส่งสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้า ที่ต้องมีพื้นที่จำหน่ายขั้นต่ำมากกว่า 5,000 ตารางเมตร และบริการขายตรง ซึ่งเมื่อมาพิจารณาตามข้อตกลง จะพบว่าในการเปิดเสรีนี้ ยังคงมีข้อจำกัดแฝงอยู่ในแง่ของตัวพื้นที่ ทำให้ SME ยังต้องชั่งใจในความเสี่ยงอยู่พอสมควร

 




    สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว สถิติ มูลค่าค้าปลีก ค้าส่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 19 ของจีดีพี ประกอบกับพื้นที่จัดจำหน่ายเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในตัวเมืองและหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเมื่อพูดถึงตรงนี้ คนส่วนใหญ่อาจมองว่าเป็นโอกาสทองสำหรับ SME ไทย

   แต่ทว่าในความเป็นจริงข้อจำกัดที่ สปป.ลาว ตั้งขึ้นมานั้นก็นับว่าปิดโอกาสของ SME ไปมากโขเลยทีเดียว เพราะว่าธุรกิจที่สามารถเข้าไปทำได้มีเพียงธุรกิจค้าส่ง ซ้ำยังต้องเป็นการร่วมลงทุนกับคนในพื้นที่ ส่วนธุรกิจค้าปลีกถือว่าหมดสิทธิ์ เพราะถูกสงวนไว้ให้เฉพาะคนในท้องถิ่นเท่านั้น เว้นแต่ว่า ผู้ประกอบการจะสามารถผลิตสินค้านั้นๆ ใน สปป.ลาวได้

  โดยการผูกพันตนเองภายใต้กรอบของ AFAS จะประกอบไปด้วย 1.บริการตัวแทนนายหน้า แต่สามารถทำได้เฉพาะการจำหน่ายสิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้า 2.บริการค้าส่งสิ่งทอ เสื้อผ้า และรองเท้า 3.บริการแฟรนไชส์ สิ่งทอ เสื้อผ้าและรองเท้า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในส่วนของแฟรนไชส์กลับพบว่า เริ่มมีธุรกิจอาหารเข้าไปเปิดบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ฟูจิ หรือ เอ็มเค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังต้องอาศัยผู้ร่วมทุนในท้องที่เป็นผู้ผลักดันให้ 

 




    มาเลเซีย ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ด้วยมูลค่าค้าปลีก ค้าส่ง ที่โตร้อยละ 11.5 ของจีดีพี ซึ่งตลาดค้าปลีกและค้าส่งในประเทศมาเลเซีย มีอัตราการเติบโตสูงเป็นลำดับที่ 3 ในอาเซียน นอกจากนั้น ผู้ประกอบการต่างชาติที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในประเทศดังกล่าว เพียงแค่หาพาร์ตเนอร์ก็สามารถทำธุรกิจได้ไม่ยาก ส่วนความผูกพันภายใต้กรอบของ AFAS นั้น มาเลเซียจะพิจารณาจากผู้ถือหุ้นว่ามีชาวท้องถิ่นร่วมหุ้นด้วยหรือไม่


 




    เมียนมาร์ ถือเป็นประเทศที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เพราะด้วยมูลค่าค้าปลีก ค้าส่ง ที่โตร้อยละ 15 ของจีดีพี ซึ่งตลาดส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมือง โดยรายได้จากตลาดสดและร้านขายของชำมีมูลค่าตลาดสูงถึง 11.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี แต่ถ้าเป็นตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ ถือว่ายังไม่เสถียรและพบเจอปัญหาค่อนข้างมาก จึงทำให้สัดส่วนรายได้ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ภายใต้กรอบของ AFAS เมียนมาร์ผูกพันไว้ 3 สาขาย่อยด้วยกัน ได้แก่ ตัวแทนนายหน้า บริการค้าส่งและบริการค้าปลีก อันนี้เปิดให้อย่างเสรี เพียงแต่ว่ายังมีข้อจำกัดอยู่ที่สภาพแวดล้อมทางนิตินัยยังไม่นิ่ง จึงยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนอยู่บ้าง

 





    ฟิลิปปินส์ สำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ในแง่การจ้างแรงงานมีอยู่สูงถึง 11 เปอร์เซ็นต์ของการจ้างงานทั้งหมด พร้อมกันนั้นยังมีสัดส่วนยอดขายสูงถึงเศษ 1 ส่วน 4 ของจีดีพี ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งค่อนข้างมีบทบาทต่อประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งถึงแม้ว่าในอดีตจะปิดประเทศตนเอง โดยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจได้ แต่ปัจจุบันเพื่อเปิดให้มีการแข่งขันมากขึ้น พร้อมความตั้งใจที่จะกระตุ้นศักยภาพภายในประเทศ ทำให้ฟิลิปปินส์ยอมผูกพันตนเองภายใต้กรอบของ AFAS 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ 1.บริการตัวแทนนายหน้า ยกเว้นจำหน่ายข้าวกับข้าวโพด 2.ค้าส่งสามารถทำได้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากขนสัตว์ 3.ค้าปลีก สามารถจำหน่ายได้เฉพาะรถวิ่งบนหิมะ และอุปกรณ์ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง 4.ธุรกิจสินค้าแฟรนไชส์ 


 




    สิงคโปร์ ที่มีมูลค่าค้าปลีก ค้าส่ง อยู่ที่ร้อยละ 8.2 ของจีดีพี โดยกลุ่มค้าปลีกที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ ร้านค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและสินค้าเฉพาะ และเมื่อศึกษาพฤติกรรมของคนสิงคโปร์จะพบว่า กลุ่มคนประเทศนี้ต่างหลงรักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ ส่งผลให้ ร้านค้าปลีกเติบโตตามไปด้วย ดังนั้น สิงคโปร์จึงเข้าร่วมผูกพันตนเองภายใต้กรอบของ AFAS ในสาขาย่อยดังต่อไปนี้ 1.บริการตัวแทนและนายหน้า ยกเว้นการจำหน่ายยาเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง 2.ค้าส่ง ยกเว้นการจำหน่ายยาเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง 3.ค้าส่งยานยนต์และค้าปลีกยานยนต์ รวมไปถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ยานยนต์ 4.การขายปลีกจักรยานยนต์ และรถที่วิ่งบนหิมะ รวมไปถึงชิ้นส่วนอุปกรณ์ และท้ายที่สุดคือกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ 

 





    ท้ายที่สุดคือ เวียดนาม ที่มีการจ้างแรงงานสูงเกือบ 12 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด โดยมียอดขายเกินเศษ 1 ส่วน 4 ของจีดีพี ถ้าหากมาสังเกตในส่วนของค้าปลีก จะพบว่าค้าปลีกทั่วไปกินสัดส่วนในตลาดมากที่สุด ก่อนจะตามมาด้วย สินค้าตกแต่งบ้านและสวน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ เข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามมากขึ้น โดยภายใต้ AFAS เวียดนามผูกพันตนเองใน 4 สาขาย่อยด้วยกัน ได้แก่ 1.ตัวแทนนายหน้า 2.ธุรกิจค้าส่ง 3.ธุรกิจค้าปลีกและสุดท้ายคือกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ 

    จากโอกาสและข้อจำกัดที่ได้กล่าวไปนั้น ชี้ให้เห็นแล้วว่า “การค้าเสรี” ดูจะเป็นเพียงคำนิยามที่ทำให้การร่วมมือของทั้ง 10 ประเทศดูสวยหรูและขายฝันพอสมควร ทั้งที่ในความเป็นจริงแต่ละประเทศต่างก็ยังพยายามรักษาผลประโยชน์ผู้ประกอบการของตน

   แต่ก็ใช่ว่าโอกาสทั้งหมดจะหลุดลอยไป เพราะในอนาคตการเปลี่ยนแปลงต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นนั้นสิ่งที่ SME ไทยควรทำมากที่สุด ตามคำแนะนำเพิ่มเติมของ รศ.ดร.รุธิร์ จะประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การสร้างมาตรฐานให้แก่วงการค้าส่งและค้าปลีก พร้อมทั้งการพัฒนาแรงงาน โดยเฉพาะการมีสถาบันเพื่อส่งเสริมสายอาชีพกลุ่มนี้ เพราะถ้าหากว่าปล่อยให้แรงงานหมุนเวียนอยู่ตลอด จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในแง่ของขาดบุคลากรที่มีทักษะอันแน่นอน 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจเอสเอ็มอี (SME)



Share:

Related Articles

​“Costes” ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ชวนดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์ในวันที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Costes ในเมืองบูดาเปสต์ ปรับกระเช้าชิงช้าสวรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับลูกค้า 2 ท่านต่อโต๊ะ ให้มานั่งดินเนอ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020