กัมพูชาเลื่อนสถานะ...โอกาสและความเสี่ยงของธุรกิจไทย

by smethailandclub 26 กค. 2016
Share:
 



เรื่อง วิจัยธุรกิจ 
ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)



    ธนาคารโลก (WB) ปรับสถานะกัมพูชาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-middle-income Economies) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 โดยพิจารณาจากรายได้ประชาชาติต่อคนต่อปี (GNI per capita) ของกัมพูชาปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 1,070 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าเกณฑ์ประเทศที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งอยู่ที่ 1,025 ดอลลาร์สหรัฐ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตามอง 


โอกาสขยายตลาดสินค้าและการลงทุนในกัมพูชา


     จากการที่ชาวกัมพูชามีรายได้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อการขยายตลาดสินค้าและธุรกิจในกัมพูชา ดังนี้    


•     สินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตตามความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวกัมพูชา ได้แก่ รถยนต์ใหม่ ชาวกัมพูชาที่มีฐานะดีขึ้นมักซื้อรถยนต์ใหม่แทนรถยนต์มือสองที่ใช้กันทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ เครื่องปรับอากาศ เตาอบไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิต ขณะที่ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกของผู้ผลิตรายสำคัญของโลก ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาทิ แป้งแต่งหน้า รองพื้น ลิปสติก และเครื่องสำอางต่างๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์รักษาผิว เป็นต้น 


•    ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสลงทุนธุรกิจที่เน้นตลาดในกัมพูชา ทั้งท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง รับเหมาก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่งภายใน อาหารแปรรูป แฟรนไชส์ และธุรกิจสื่อและบันเทิง เป็นต้น


ความเสี่ยงของธุรกิจไทยจากการที่กัมพูชาอาจถูกตัดสิทธิ์ EBA จาก EU  

    สิทธิ์ EBA คืออะไร? ….EU ได้ให้สิทธิ์ EBA แก่ 48 ประเทศ ซึ่งสินค้าส่งออกทุกรายการ ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ จากประเทศที่ได้รับสิทธิ์ จะได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าและไม่มีโควตานำเข้าจาก EU 

    สำหรับ การให้สิทธิ์ EBA ของ EU พิจารณาจาก 1) เป็นกลุ่มประเทศ LDCs ตามเกณฑ์ของ UN และ 2) เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำตามเกณฑ์ของ WB ยกเว้นเกาหลีเหนือ 


    ทั้งนี้ ปัจจุบันกัมพูชายังคงได้สิทธิ์ Everything But Arms (EBA) เพราะแม้จะหลุดจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำของ WB แต่กัมพูชายังเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุุด (LDCs) ตามเกณฑ์ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) 


    อย่างไรก็ตาม กัมพูชา คาดว่าจะหลุดเกณฑ์กลุ่ม LDCs ครั้งแรกในปี 2561 และคาดว่า UN จะพิจารณาให้หลุดออกจากกลุ่ม LDCs ในที่สุดในปี 2567 และทำให้ไม่เข้าข่ายที่จะได้รับสิทธิ์ EBS และถูกพิจารณาตัดสิทธิ์ EBA ได้ในที่สุด ซึ่งจากประเด็นดังกล่าวจึงถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจาก


    • แนวโน้มถูกตัดสิทธิ์ EBA เป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยที่มีแผนจะย้ายหรือขยายฐานการผลิตไปกัมพูชาพึงตระหนักและนำไปประกอบการตัดสินใจ เพราะสิทธิประโยชน์ที่หวังจะใช้กำลังจะหมดไป


    • การตัดสิทธิ์ EBA บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกสำคัญของกัมพูชา (ที่มีผู้ประกอบการไทยไปลงทุนผลิตแล้ว) ที่มีสหภาพยุโรป (European Union : EU) เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 โดยเฉพาะเสื้อผ้าสำเร็จรูป (สัดส่วนราว 70% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของกัมพูชา และเป็นการส่งออกไป EU ถึง 45% ของมูลค่าส่งออกสินค้าดังกล่าว) 

    รองเท้าและส่วนประกอบ (สัดส่วนราว 10% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และส่งออกไป EU 56% ของมูลค่าส่งออกสินค้าดังกล่าว) 

    และโรงสีข้าว (สัดส่วนราว 2.2% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด และส่งออกไป EU 60% ของปริมาณการส่งออกข้าว) 


    อย่างไรก็ตาม หากถูกตัดสิทธิ์ EBA กัมพูชาจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) ซึ่งยังมีอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่าภาษี Most Favored Nation (MFN) โดยมีระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อบรรเทาผลกระทบ 3 ปี นับจากวันที่ประกาศ ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ช่วงเวลาดังกล่าวปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในกัมพูชา โดยขยายการส่งออกไปตลาดอื่นๆ หรือไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้สิทธิ์ EBA เช่น เมียนมา


    แม้ว่าจะมีเวลาอีกอย่างน้อย 10 ปี กว่ากัมพูชาจะถูกตัดสิทธิ์ EBA อย่างสมบูรณ์ แต่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในกัมพูชาแล้ว/มีแผนจะไปลงทุนในกัมพูชาควรให้ความสนใจกับประเด็นดังกล่าวเป็นพิเศษ เนื่องจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เน้นการส่งออกไปตลาด EU ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาควรเริ่มมองหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจทั้งการยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาด EU รวมถึงเพื่อให้สามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้เมื่อการตัดสิทธิ์ EBA ของกัมพูชามีผลบังคับใช้อย่างสมบูรณ์

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020