ตลาดเสื้อผ้าแดนอิเหนาโอกาสดีที่ท้าทาย

by SMEs 04 มีค. 2014
Share:

 

 

 
แนวโน้มการแข่งขันในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป เพิ่มดีกรีความร้อนแรงมากขึ้น การบุกเบิกช่องทางการค้าและการลงทุนในต่างประเทศ เป็นหนึ่งในกลวิธีรักษาความอยู่รอดทางธุรกิจ ซึ่ง “อินโดนีเซีย” เป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป โดยสำหรับผู้ประกอบการไทยแล้ว การทำธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปในตลาดอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในหลายมิติ 
 
ทั้งในแง่ของโอกาสทางด้านการค้า การลงทุน รวมไปถึงเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าไปสู่ตลาดผู้บริโภค ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ  และจำนวนประชากรขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลอดจนการเป็นฐานการผลิตเครื่องนุ่งห่มที่สำคัญของโลก ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันให้อินโดนีเซียทวีบทบาทความสำคัญ สำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่จะเข้าไปแสวงหาโอกาสในธุรกิจนี้ 
 
สำหรับในแง่การค้านั้นเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่เติบโตอย่างโดดเด่น ผลักดันให้รายได้ของประชากรเพิ่มสูงขึ้น จนนำไปสู่อำนาจในการตัดสินใจและกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่าง สินค้าเครื่องแต่งกายและแฟชั่น จะเห็นได้จาก ในระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ยอดนำเข้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในขณะที่การนำเข้าจากไทยก็เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน และขยายตัวสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอื่นๆ ในภูมิภาค  
 
ส่วนในแง่การลงทุนนั้น มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ในสาขาสิ่งทอและเสื้อผ้าของอินโดนีเซียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการก้าวเข้าสู่การเปิดเสรี AEC ในปี 2558 คงปฎิเสธไม่ได้ว่า จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่อินโดนีเซียมากขึ้น จากจุดเด่นของจำนวนแรงงานและค่าแรงที่ยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำ พอจะแข่งขันได้กับผู้ผลิตในตลาดอาเซียน
 
สำหรับการทำธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้าสำเร็จรูป มีปัจจัยเกื้อหนุน อันได้แก่ การพัฒนาเข้าสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) และความต้องการซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวอินโดนีเซียที่เติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ รสนิยมที่ใกล้เคียงและกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสขยาย Outlet และ Brand ของไทยไปสู่หัวเมืองสำคัญที่มีอัตราการบริโภคและรายได้ต่อหัวประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น 
 
 
 
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จากปัจจัยที่ได้กล่าวในข้างต้น น่าจะมีส่วนผลักดันให้มูลค่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังอินโดนีเซีย ในปี 2555 มีมูลค่าทั้งสิ้น 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือขยายตัวถึงร้อยละ 43.0 (YOY) และในช่วงที่จะก้าวไปสู่การเปิดเสรี AEC ปี 2556-2558 การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยไปยังอินโดนีเซียก็น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากผู้ประกอบการเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยที่เข้าไปบุกเบิกทำการค้า การลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของผู้ส่งออกและผู้ประกอบการค้าปลีก/ห้างสรรพสินค้า
 
 
ทั้งนี้ แม้ว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยจะมีศักยภาพในตลาดอินโดนีเซีย ที่มีมูลค่าค้าปลีกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสูงถึง 11, 000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ภายใต้โอกาสก็ยังมีความท้าทายแฝงอยู่ ซึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันในธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น จากกลุ่มธุรกิจต่างชาติที่พยายามจะรุกคืบเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ระดับภูมิภาค ที่เข้ามาทำตลาดและใช้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิต ซึ่งจุดนี้อาจจะกลายอุปสรรคต่อการทำตลาดในประเทศ และการส่งออกไปยังอินโดนีเซียในระยะข้างหน้าเพิ่มมากขึ้นได้ 
 
 
 
ขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกในการบริโภคที่หลากหลายและสามารถปรับเปลี่ยนการตัดสินใจในการซื้อได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้ประกอบการควรวางแผนกลยุทธ์อย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย พฤติกรรมผู้บริโภค การตั้งราคาที่ได้เปรียบกับคู่แข่งและศึกษาคู่แข่งอย่างถ่องแท้ นอกจากนี้  ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ เทรนด์ต่างๆ การออกแบบคอลเลคชั่น 
 
ส่วนในแง่ของการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะต้องตระหนักในการลงทุนย้ายฐานการผลิตมายังอินโดนีเซีย คือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศที่มีขึ้นอยู่บ่อยๆ รวมไปถึงกฎหมายแรงงานในประเทศที่ค่อนข้างเข้มงวด ซึ่งหากนักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด อาจส่งผลให้ทำการค้าการลงทุนได้ไม่อย่างราบรื่นนัก และแม้ว่าประสิทธิภาพแรงงานอินโดนีเซียจะสามารถตัดเย็บได้ค่อนข้างดี แต่ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ซับซ้อน ส่วนงานที่ต้องการความละเอียดสูง อาจเป็นจุดด้อยของแรงงานอินโดนีเซีย นอกจากนี้ การที่ผู้ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น อาจทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการแย่งแรงงานและขาดแคลนแรงงานได้ในระยะข้างหน้า 
 
ดังนั้น ในช่วงรอยต่อของการก้าวสู่ AEC ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะรุกเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียให้มากขึ้น เพราะเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าวแล้วนั้น พื้นที่การแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศดังกล่าว ก็อาจเต็มไปด้วยความหนาแน่น ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญความท้าทายในการเข้าชิงพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นกว่าโดยเปรียบเทียบ   
 
Share:

Related Articles

​EAON MALL สลัดภาพค้าปลีกหัวเก่า ก้าวเท้าสู่ “ดิจิทัล” ตั้งศูนย์เทคโนโลยีนำร่องในจีน ก่อนใช้จริงในญี่ปุ่น

อิออน มอลล์ที่ให้บริการในจีนได้เคยนำร่องให้ร้านค้าของห้างไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าไปแล้วหลังจากที่มีการก่อตั้งศูนย์บริหารดิจิทัลอิออนขึ้นในเมืองหังโจว เรี..

by SME Thailand.| 19 เมย. 2021

​หมัดเด็ดเล็กสู้ยักษ์! ถอดกลยุทธ์ Dunham's ห้างสรรพสินค้าอิสระแห่งสุดท้ายในอเมริกา

ทุกเมืองคงเคยมีห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่น ก่อนที่แบรนด์ใหญ่ทุนหนาจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจนห้างท้องถิ่นสู้ไม่ไหวปิดตัวลงไปในที่สุด แต่ไม่ใช่กับ Dunham’s ..

by SME Thailand.| 09 เมย. 2021

​ไอเดียเข้าท่า!! สาวนักกำหนดอาหารเปิดคาเฟ่ ควบคลินิกสุขภาพแห่งแรกในฮ่องกง

ช่วงหลังๆ นี้ เทรนด์หนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือร้านอาหารประเภท Fast Casual มีการจ้างนักกำหนดอาหารมาประจำร้านมากขึ้น แต่ร้าน Grain Of Salt เป็นร้านแรกใน..

by SME Thailand.| 09 เมย. 2021