ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเครื่องประดับเงินในตลาดอินเดีย

by SME Thailand. 25 สค. 2017
Share:
    แต่เดิมไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินรายใหญ่ที่สุดของโลกด้วยส่วนแบ่งตลาดถึงร้อยละ 21.7 ในปี 2007 หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 844 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยขณะนั้นอินเดียเป็นประเทศที่ส่งออกเครื่องประดับเงินในอับดับที่ 8 ด้วยมูลค่าการส่งออกเพียง 95 ล้านเหรียญสหรัฐ

   แต่ในปี 2015 อินเดียกลายเป็นประเทศที่ส่งออกเครื่องประดับเงินอันดับที่ 1 ของโลก ด้วยมูลค่าการส่งออกถึง 2,612 ล้านเหรียญสหรัฐ มีส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 30 ขณะที่ไทยเหลือส่วนแบ่งตลาดเพียงร้อยละ 17.1 และมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้แก่อินเดียอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากตัวเลขการส่งออกเครื่องประดับเงินเปรียบเทียบระหว่างไทยและอินเดียในตารางข้างล่างนี้  
 
 
 


    ปัจจุบันอินเดียส่งออกเครื่องประดับเงินเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมูลค่าการส่งออกแซงไทยไปตั้งแต่ปี 2014 อย่างไรก็ตาม การที่ไทยส่งออกเครื่องประดับเงินไปยังตลาดโลกในอันดับต้นๆ นั้นเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยซึ่งครอบครองยอดการส่งออกสูงถึงครึ่งหนึ่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีบริษัทต่างชาติดังกล่าวมาตั้งฐานการผลิตแล้ว ไทยจะไม่ใช่คู่แข่งในการส่งออกเครื่องประดับเงินของอินเดียเลย



ตลาดส่งออกเครื่องประดับเงินของอินเดีย

    ปัจจุบันฮ่องกงเป็นผู้นำเข้าเครื่องประดับเงินรายใหญ่ของอินเดีย (แทนที่สหรัฐอเมริกา) ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา โดยมีสัดส่วนราวร้อยละ 56 คิดเป็นมูลค่าถึง 1,883.6 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 701.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และสหรัฐอเมริกา 609.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ฮ่องกงเคยเป็นผู้นำเข้าเครื่องประดับเงินรายใหญ่จากจีนโดยในปี 2010 คิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 66.7 แต่ปัจจุบันฮ่องกงหันไปนำเข้าเครื่องประดับเงินจากอินเดียแทน โดยตัวเลขในปี 2016 ปรากฏสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 76.7 
 



ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกเครื่องประดับเงินของอินเดีย 

    แม้ในระยะที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทองของอินเดียจะมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงจากข้อจำกัดในเรื่องของการเข้าถึงวัตถุดิบทองคำ แต่ในทางตรงข้ามการส่งออกเครื่องประดับเงินของอินเดียนั้นกลับมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 56 ต่อปี โดยสาเหตุหลักเป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการอินเดียเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทต่างชาติหลายแห่ง เช่น Frederick Goldman และ Sandberg & Sikorski ในสหรัฐอเมริกา ทำให้อินเดียได้เปรียบในด้านช่องทางการตลาด รวมทั้งอินเดียยังคงได้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ในการส่งออกเครื่องประดับเงินไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับเงินรายใหญ่ที่สุดของโลก  


    และที่สำคัญมากก็คือ การที่หน่วยงานหลักด้านอัญมณีและเครื่องประดับของอินเดียอย่าง Gem and Jewellery Export Promotion Council (GJEPC) มักนำบริษัทชั้นนำครั้งละไม่ต่ำกว่า 50 ราย ไปออกบูธจัดแสดงสินค้าภายใต้ India Pavilion ในงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับรายการสำคัญของโลกอย่างสม่ำเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลอินเดียยังได้ผ่อนปรนกฎระเบียบให้นักธุรกิจกลุ่มอัญมณีและเครื่องประดับสามารถนำสินค้าติดตัวเข้าไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติหรือเพื่อเดินทางไปทำกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดิมอนุญาตให้ไม่เกิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ เปลี่ยนเป็นไม่เกิน 1 ล้าน
เหรียญสหรัฐ


    นอกจากนี้ ในด้านการเงินก็ยังได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากธนาคารพาณิชย์ 50 แห่งที่ให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับเป็นจำนวนเงินราว 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเห็นว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นอันดับ 1 ขณะที่ในด้านภาคเอกชนเอง (ผู้ผลิตเครื่องประดับเงินรายใหญ่ในมุมไบ โกลกาตา เดลลี และสุรัต) ก็ไม่ละเลยที่จะช่วยเหลือตนเองด้วยการลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากในเทคโนโลยีการผลิต ทำให้สามารถผลิตได้คราวละจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยิ่งลดลง (Economy of Scale) ทั้งนี้ จากข้อมูลของ GJEPC รายงานไว้ว่า ต้นทุนการผลิตเครื่องประดับเงินของอินเดียคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 ซึ่งยิ่งทำให้อินเดียมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น


    สําหรับท่านผู้อ่านที่สนใจข้อมูลข่าวสารด้านการตลาดอัญมณีและเครื่องประดับ กฎระเบียบการค้าและอัตราภาษีนําเข้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลก สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้ที่ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศ (http://infocenter.git.or.th) ของศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือติดตามผ่านเฟซบุ๊ค facebook.com/GITInfoCenter


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี



 
Share:

Related Articles

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020

​โควิดทำลูกค้าหาย! เชฟมิชลินพลิกกลยุทธ์ผลิตกราโนล่าขาย โกยรายได้เดือนละครึ่งล้าน

การระบาดของโควิด-19 ได้สร้างความเสียหายไปแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นกระทั่งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร วันนี้มีเรื่องราวของ “คริสโตเฟอร์ ..

by SME Thailand.| 07 ตค. 2020