บริหารต้นน้ำ...สู่ปลายน้ำ เปิดทาง SMEs สู่อาเซียน

by SMEs 04 มีค. 2014
Share:

 

 

 
การแข่งขันในยุคการค้าเสรี โดยเฉพาะยิ่งใกล้ที่จะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ยิ่งสร้างความตระหนักรับรู้ในหมู่ผู้ประกอบการไทยถึงแนวโน้มของการแข่งขันที่คาดว่าจะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำผู้ประกอบการต้องเตรียม พร้อมกับการรับมือในรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงการบริหาร Supply Chain ให้มีประสิทธิภาพ ก็นับเป็นอีกหัวใจสำคัญที่จะช่วยทำให้ธุรกิจสามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนได้
 
ในความเห็นของนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ อย่าง รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ที่ได้ประเมินถึงศักยภาพของตลาดอาเซียนว่า ด้วยขนาดจีดีพีซึ่งรวมกันอยู่ที่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีรวมของโลก แต่กลับมีประชากรรวมกันมากกว่า 600 ล้านคน หรือคิดเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอาเซียนนั้นยังเล็กอยู่ มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะศักยภาพของ CLMVT (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย) จะสูงมาก ที่ผ่านมาจีดีพีของ CLMV ซึ่งรวมกันแล้วน่าจะไม่เกิน 1.7-1.8 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 3.6 แสนล้านดอลลาร์ หากรวมไทยเข้ากับ CLMV จีดีพีน่าจะไม่เกิน 0.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีโลก แต่มีประชากรรวมกันอยู่ที่ 3-4 เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพม่าถึงเนื้อหอม หรือประเทศอื่นๆ ในกลุ่มนี้ถึงน่าสนใจ นั่นเป็นเพราะว่ามีช่องว่างที่จะรองรับให้เกิดการเติบโตได้อีกค่อนข้างมากนั่นเอง 
 
“อย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ก็เนื้อหอมขึ้นมา เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีความสงบทางการเมือง พอเริ่มชัดเจน มันก็มีโอกาส โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีคนตั้ง 240 ล้านคน จีดีพีของเขามากกว่า CLMV บวกไทยนิดหน่อย แต่ก็ยังเล็กเหมือนกัน มีโอกาสขยายตัวเติบโตขึ้นมา แต่สำหรับผมมองว่า ถ้า CLMVT ศักยภาพน่าจะเท่าอินโดนีเซียได้ เผลอๆ น่าจะดีกว่าด้วย เพราะเราไม่ใช่ประเทศที่เป็นหมื่นเกาะอย่างเขา อินโดนีเซียใหญ่โตก็จริง แต่คนก็แยกกระจัดกระจาย การพัฒนาโลจิสติกส์ก็จะลำบาก อีกทั้งนโยบายของเขาก็จะไม่ค่อยคงที่คงวาสักเท่าไร หรืออย่างความกลมกลืนในชาติก็ยังมีไม่มาก คนเชื้อสายจีน คนเชื้อสายอินโดนีเซีย ก็ไปด้วยกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ถามว่ามีศักยภาพไหม คงต้องตอบว่ามี เพราะว่ายังเล็กมาก เมื่อเทียบกับนโยบายที่เปิดกว้าง”
 
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพที่สูงของตลาด ก็มิได้หมายความว่าจะกลายเป็นฝนที่ตกทั่วฟ้า อาจจะตกเป็นหย่อมๆ ก็ได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนมากน่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม ทั้งเรื่องเงินทุน เทคโนโลยี การผลิต การตลาดที่สามารถจะขายได้อย่างกว้างขวาง หรือการมีความพร้อมในเรื่องของบุคลากร เครือข่ายเน็ตเวิร์ก เนื่องจากเขาสามารถที่จะต่อยอดได้ง่าย 
 
ในส่วนของผู้ประกอบการ SME ถามว่ากลุ่มนี้มีความพร้อมในการรับมือและคว้าโอกาสจากการเปิด AEC หรือไม่ ดร.สมภพให้ความเห็นว่า คงต้องอาศัยการปรับตัวมากสักหน่อย เพราะว่าจะมีผลกระทบทั้งทางด้านบวกและลบ ซึ่งหากมองผลกระทบในด้านลบจะพบว่า SME ที่มุ่งขายตลาดในประเทศ และมีกำไรต่ำๆ กลุ่มนี้จะมีความอ่อนไหวมากหากเปิด AEC เพราะว่าจะมีคู่แข่งมากขึ้น และหากยิ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าด้วยแล้ว อาจทำให้ SME กลุ่มนี้ไม่สามารถแข่งขันในอนาคตได้
 
ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่ SME ต้องทำเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ นั่นคือ การบริหารจัดการ Supply Chain อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ สำหรับต้นน้ำ คือเรื่องของการผลิต ทำอย่างไรที่จะสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มระดับขีดความสามารถของแรงงาน เพราะแรงงานนั้นสำคัญมาก และถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศไทย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาหากไม่ได้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมาเติมเต็ม จะมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ซึ่งต่อไปเชื่อว่าจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะคาดว่าแรงงานต่างชาติจะเข้ามาน้อยลง หรือบางส่วนก็ย้ายกลับประเทศ หากประเทศเขาสามารถตั้งหลักได้มากกว่านี้ 
 
ดังนั้น SME จำเป็นต้องปรับตัวในเรื่องแผนการผลิต ต้องคำนึงแล้วว่าจะยกระดับการผลิตได้อย่างไร หรือจะบริหารแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนรักษาแรงงานไว้อย่างไร หรือจะพัฒนากระบวนการผลิต เพื่อทดแทนแรงงานได้อย่างไร พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งพัฒนาในเรื่องของการบริหารวัตถุดิบด้วย เพราะในอนาคตหลังการเปิด AEC จะมีวัตถุดิบเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้นผู้ประกอบการต้องพิจารณาแล้วว่าวัตถุดิบนั้นๆ มาจากไหน ผลิตแล้วมีคุณภาพมากแค่ไหน มีผลต่อต้นทุนอย่างไร เรื่องเหล่านี้จำเป็นต้องศึกษาให้รอบด้าน เพื่อให้การบริหารการผลิตนั้นมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 
 
มาถึงกลางน้ำ คือเรื่องของระบบโลจิสติกส์ ต้องพิจารณาเช่นกันว่าจะบริหารอย่างไร ประเทศไทยยังถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งที่ระบบโลจิสติกส์ทางด้านถนนค่อนข้างดี แม้ด้านรถไฟและน้ำอาจมีปัญหาสักหน่อย แต่ประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้เขาก็ยังไม่ได้ดีไปกว่าเรา แต่ถ้าประเทศเพื่อนบ้านเขาสามารถบริหารโลจิสติกส์ได้ดีกว่านี้ เขาอาจกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับเราได้ ฉะนั้นควรใช้ประโยชน์จากการที่ระบบโลจิสติกส์เราดีกว่า ยกระดับโลจิสติกส์ให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปสำหรับภาคเอกชน ในส่วนภาครัฐนั้นก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  
 
สำหรับปลายน้ำ เป็นเรื่องของตลาด การเปิด AEC จะเป็นการขยายโอกาสทางการตลาดได้มากขึ้น ยิ่งถ้าสินค้าเป็นกลุ่มที่สอดคล้องกับพฤติกรรมไลฟ์สไตล์ของคนในประเทศเพื่อนบ้าน หรือของคนอาเซียนด้วยกันแล้ว อีกทั้งสามารถผลิตได้ดี ราคาสามารถแข่งขันได้ รับรองว่าโอกาสไปได้ไกล เพราะสินค้าไทยในสายตาคนอาเซียนแล้วค่อนข้างเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพ อย่างไรก็ดี นับจากนี้ไป SME คงจะหวังพึ่งตลาดตะวันตกได้ยาก ฉะนั้นต้องมองตลาดตะวันออกให้มากขึ้น นอกจากอาเซียนแล้ว ก็ยังมี จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และอื่นๆ ซึ่งกำลังซื้อไม่ได้ต่างจากลูกค้าทางตะวันตกเลย แต่สิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการต้องเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของคนในประเทศนั้นๆ ด้วยว่าเขารับประทานหรือใช้อะไร ความต้องการของลูกค้าอะไรเป็นตัวกำหนดทิศทางของการทำตลาด
 
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า AEC อาจจะไม่ได้เป็นฝนที่ตกทั่วฟ้า ฉะนั้นคนที่พร้อม ก็ย่อมจะได้รับโอกาสก่อนเสมอ
 
Share:

Related Articles

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020