บุกตลาด CLMV อนาคต SMEs ไทย

by SMEs 04 มีค. 2014
Share:
 
 
 
 
        งานสัมมนา CP ALL SMEs FORUM 2014 หัวข้อ "บุกตลาด CLMV...อนาคต SMEs ไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" โดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ซึ่ง CLMV คือ อักษรย่อ 4 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม จัดสัมมนาที่กรุงเทพฯไปเมื่อเร็วๆ นี้

       เสวนาหัวข้อ "เปิดมิติทางการค้า โอกาสทองของการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV" รายชื่อวิทยากร นายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะอำนวยการงานส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, นายมาตยวงศ์ อมาตยกุล นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์,นายพิษณุ เหรียญมหาสาร ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์ไชน่า-อาเซียน สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) และนางดวงใจ จันทร ประธานกรรมการ บริษัท นัทธกันต์ จำกัด


     "มาตยวงศ์ อมาตยกุล"     ได้กล่าวถึงภาพกว้างๆ ของกลุ่มประเทศ CLMV ซี่งประเทศไทยถือเป็นประเทศที่พัฒนาไปไกลกว่าประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประชากร หรือตัวเลขการค้าส่งออกและนำเข้าก็ตาม แต่ข้อสังเกตก็คือไทยมีการส่งออกไปยัง สปป.ลาว ถึงกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่มีจำนวนประชากรน้อยที่สุดประมาณกว่า 6 ล้านคน ในขณะที่เมียนมาร์มีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่มีการส่งออกไปเพียง กว่า 3,000 ล้านบาทเท่านั้น

        อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้ดุลการค้าจาก สปป.ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ยกเว้นเมียนมาร์ ซึ่งปริมาณการนำเข้าจากเมียนมาร์ส่วนใหญ่คือก๊าซธรรมชาติ ฉะนั้นข้อมูลนี้ทำให้เห็นภาพรวมว่าสินค้าของไทยได้รับความนิยมสูงมาก

        กลุ่มประเทศ CLMV นั้นยังมีทรัพยากรทางธรรมชาติอยู่เยอะและอุดมสมบูรณ์มาก อีกทั้งค่าแรงที่ถูกกว่า เหล่านี้เป็นปัจจัยที่เอื้อในแง่ของการลงทุน แต่การพัฒนาทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานนั้นยังด้อยกว่าประเทศไทย ทำให้สินค้าของไทยสามารถขายได้อย่างมากมายในประเทศกลุ่มนี้ นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้นักธุรกิจไทยเน้นในเรื่องของการขายมากกว่าที่จะมองยาวๆ ในเรื่องของการลงทุนส่วนใหญ่สินค้าที่ส่งออกไปยังกลุ่ม CLMV เป็นประเภทสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหลัก

         ถึงอย่างไรก็ตามทั้ง 4 ประเทศนี้ก็มีสินค้าจากประเทศจีน วางขายอยู่มากมายและมีราคาถูกกว่า ซึ่งถือเป็นคู่แข่งของสินค้าไทย แต่แต้มต่อที่สินค้าไทยยังได้รับความนิยมก็มาจากการที่มีชายแดนติดกัน ต้นทุนการขนส่งต่ำกว่า และการประชาสัมพันธ์นั้นเข้าถึงง่ายกว่า

        อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีโอกาสที่ดีในตลาดเหล่านี้มีหลากหลาย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ไฟฟ้า ประปา ถนน วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ รวมไปถึงอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว ทางสมาคมโรงแรมก็อยากจะเข้าไปลงทุนในเมียนมาร์เพราะค่าห้องพักราคาดีมาก และจำนวนโรงแรมทั้งประเทศนั้นมีไม่เพียงพอรองรับนักท่องเที่ยว

        อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ในอนาคตความต้องการของนักท่องเที่ยวอาจจะไม่ได้จบอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะเป็นลักษณะแพ็กเกจ คือ การได้ไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV และไทย ฉะนั้น การทำตลาดร่วมกันจึงเป็นแนวโน้มของอนาคตด้านการท่องเที่ยว

         อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพคือธุรกิจบริการประกอบด้วย เรื่องการศึกษา เรื่องการรักษาพยาบาล เรื่องการเสริมความงาม และธุรกิจด้านการเงินการธนาคาร ในแง่มุมของการเป็นฐานการผลิต

        ด้วยทรัพยากรที่ยังมีอยู่มากของประเทศกลุ่มนี้ ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึงว่าแต่ละประเทศมีวัตถุดิบที่ตรงกับความต้องการหรือไม่ มีโอกาสแค่ไหนที่จะสามารถขยับขยายเข้าไปเพื่อใช้ประโยชน์จากค่าแรงที่ถูกกว่า ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์กว่า ทำให้ต้นทุนการผลิตนั้นต่ำลงและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

ทำไมประเทศไทยจึงเหมาะที่จะไปบุก CLMV อะไรคือจุดแข็งและความได้เปรียบ
    
       "พิษณุ เหรียญมหาสาร" เกริ่นเริ่มต้นนจากด้านกายภาพของประเทศไทย ที่นับศูนย์กลางของกลุ่มอินโดจีน ด้านซ้ายมีเมียนมาร์ ทางขวามีเวียดนาม สปป.ลาว และกัมพูชา จากโครงสร้างนี้ทำให้เกิดเป็นเหลี่ยมเศรษฐกิจขึ้น โดยเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน ประกอบด้วยความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การคมนาคมขนส่ง ประเทศไทยมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมากที่สุด

       ไม่ว่าจะเป็น สามเหลี่ยมเศรษฐกิจทางใต้ (IMT-GT) สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจทางเหนือ (Upper Meakong Economic Cooperation หรือ UMEC) ห้าเหลี่ยมเศรษฐกิจ (ACMEC) หกเหลี่ยมเศรษฐกิจ (GMS)เจ็ดเหลี่ยมเศรษฐกิจ (BIMSTEC) และแปดเหลี่ยมเศรษฐกิจ (Pan Bei Pu Wan Economic)

     จากการที่ประเทศไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกกรอบเศรษฐกิจ ทำให้สามารถสร้างโอกาสทางด้านโลจิสติกส์ขึ้นได้ หากเป็นความร่วมมือทางการค้าเราก็สามารถเป็น Trading Logistics หากเป็นความร่วมมือทางด้านการเชื่อมโยงก็เป็น Connecting/Linking Logistics และหากเป็นความร่วมมือทางด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวเราก็เป็น Supply Chain

       สำหรับ Connecting/Linking Logistics ไทยไม่ได้เป็นศูนย์กลางเฉพาะในอินโดจีนเท่านั้น แต่ยังเชื่อมระหว่างประเทศจีนและอาเซียน อาทิ เส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ เส้นทางหนานหนิง-กรุงเทพฯ (แนวระเบียงเศรษฐกิจเหนือใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC หรือ R3) เส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC หรือ R9)

        ด้านของการเป็น Trading Logistics ประเทศไทยมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเป็นผู้ที่ริเริ่มการทำข้อตกลงการค้าเสรี AFTA และต่อมาเป็น ACFTA (The ASEAN-China Free Trade Area)

        ฉะนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ อย่างแรกต้องมี Premium Wholesale Center of the World ในประเทศไทยซึ่งภาคเอกชนได้ทำแล้ว อย่างที่สองต้องมี World Shopping Center ต่อมาด้านของการเป็น Supply Chain มีความสำคัญมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs

        จากการศึกษาทำให้สามารถสรุปได้ 2 ข้อคือ 1. ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุน (Investment Center) ด้วยการทำให้ตัวเองเป็นเสมือนสปริงบอร์ด หมายถึงการทำให้สามารถนำสินค้าไปผลิตที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศ และจุดแข็งที่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางได้คือมีอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งที่สุดในอาเซียน

        โดยสามารถจำแนกออกเป็น 6 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลผลิตรวม 90% ของผลผลิตทั้งหมดในประเทศ

        1. กลุ่มอาหาร 2. กลุ่มอะไหล่รถยนต์ 3. กลุ่มเครื่องประดับและเครื่องแต่งกาย 4. กลุ่มสินค้าตกแต่งและวัสดุก่อสร้าง 5. กลุ่มเคมีภัณฑ์ 6. กลุ่มสุขภาพ สุขอนามัย และความงาม ทั้งหมดนี้ยังมีโอกาสอีกเยอะมาก

       2. ไทยสามารถเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพที่ดี (Healthy & Well-being Center) ซึ่งหมายความรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการด้วย โดยศักยภาพของไทยนั้นอยู่ในระดับ
ผู้นำทางด้านการบริการในทุกสาขาอาชีพ เพราะมีจุดเด่นด้านความจริงใจ หรือ Service Mind สูง และสามารถถ่ายทอดทักษะให้กับกลุ่ม CLMV ได้การค้าขายชายแดนกับเมียนมาร์เป็นโอกาสจริงอย่างที่เข้าใจ หรือมีปัญหาซ่อนเร้นอยู่

       "นิยม ไวยรัชพานิช" กล่าวเสริมเกี่ยวกับภาพรวมของผู้ประกอบการ SMEs ในกลุ่ม CLMV ที่กัมพูชายังมี SMEs ไม่มาก สปป.ลาวยังไม่มี เมียนมาร์ยังไม่มี เพราะรัฐบาลยังไม่ส่งเสริม 3 ประเทศนี้มีชายแดนติดกับไทยซึ่งจะง่ายสำหรับผู้ประกอบการ SMEs เพราะสามารถผลิตในไทยแล้วส่งออกไปขายได้เลยต้นทุนการขนส่งไม่มาก

       แต่ในกรณีของเวียดนามนั้นเป็นลักษณะของการต้องข้ามชายแดน สปป.ลาวมีมูลค่าการค้ากับไทยประมาณ 150,000 ล้านบาท และกำหนดยุทธศาสตร์จาก Land Locked มาเป็น Land Link โดยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preferences-GSP) จากเวียดนามและจีน ทำให้สินค้าที่มาจากสปป.ลาว เมื่อส่งไปยังประเทศจีนเสียภาษีเพียงแค่ 4% แต่หากส่งจากไทยจะเสีย 10%

      ด้านเมียนมาร์ยังไม่เปิดให้กับนักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องเข้าไปในลักษณะการร่วมทุน โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 49% ต่อ  51% เมียนมาร์มีมูลค่าการค้าทั่วโลกประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่สัดส่วนการค้ากับไทยอยู่ที่ราว 210,000 ล้านบาท

      ปัจจุบันหลังจากที่เมียนมาร์ได้เปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ได้เปลี่ยนมาให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองตนเองทำให้การค้าขายนั้นง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเข้าไปถึงย่างกุ้งเหมือนเมื่อก่อน
 
 
Share:

Related Articles

​“Costes” ร้านอาหารมิชลินสตาร์ ชวนดินเนอร์บนชิงช้าสวรรค์ในวันที่จำเป็นต้องเว้นระยะห่าง

ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์อย่าง Costes ในเมืองบูดาเปสต์ ปรับกระเช้าชิงช้าสวรรค์ให้กลายเป็นห้องอาหารขนาดเล็กสำหรับลูกค้า 2 ท่านต่อโต๊ะ ให้มานั่งดินเนอ..

by SME Thailand.| 28 ตค. 2020

​แอบส่อง! ยอดส่งออก 9 เดือนแรก สินค้าอะไรเติบโตดีสุด

สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2563 หลังเจอกับโจทย์สาหัสมาตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสสุดท้ายนี้ก็ยังมีหลายปัจจัยให้ลุ้น แต่หนึ่งในสัญญานดีๆ คือยอดส่งออกเริ่มหดตัว..

by SME Thailand.| 26 ตค. 2020

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020