​ซุ่มศึกษานาน 12 ปี IKEA ได้ฤกษ์เปิดช้อปในอินเดีย ตลาดที่มีความเฉพาะสุดๆ

by SME Thailand 27 สค. 2018
Share:



Cr : The National
 
               
     หลังจากที่วางแผนเมื่อ 12 ปีก่อนว่าจะจะขยายธุรกิจในอินเดีย และมีการแถลงล่วงหน้านาน 6 ปี ล่าสุดเมื่อ 9 ส.ค.61 ที่ผ่านมา อิเกีย ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์และเครื่องแต่งบ้านรายใหญ่สุดของโลกจากสวีเดนก็ได้ฤกษ์เปิดร้านสาขาแรกในอินเดียที่ชานเมืองไฮเดอราบัด เมืองหลวงของรัฐอันธรประเทศโดยมีสินค้าราว 7,500 รายการเลือก พร้อมกันนั้นก็มีแผนขยายไปเมืองอื่น อาทิ มุมไบ เบนกาลูรู เดลี ปูเน่ และเชนไน สำหรับสาขาแรกนี้ อิเกียคาดหวังจะมีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมสินค้า 6 ล้านคนต่อปี
               

     ด้วยประชากรที่มากกว่า 1,350 ล้านคน ให้อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่นักลงทุนให้ความสนใจเข้าไปดำเนินธุรกิจ แต่อินเดียถือเป็นตลาดปราบเซียนเนื่องจากมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่เหมือนตลาดอื่น ไม่ว่าจะเป็นรากวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ความเชื่อทางศาสนา และวิถีการดำเนินชีวิต จึงทำให้ผู้ประกอบการต้องทำการศึกษาตลาดอย่างถ้วนถี่ก่อนที่จะหว่านเม็ดเงินลงทุนไป อิเกียก็เช่นกัน บริษัทได้ส่งทีมสำรวจตามบ้านเรือนชาวอินเดียหลายระดับ หลายฐานะเพื่อศึกษาว่าผู้บริโภคอินเดียใช้ชีวิตอย่างไร มีความต้องการสินค้าและบริการประมาณไหน
               

     จากผลการศึกษาพบว่าเนื่องด้วยความจำกัดของพื้นที่ทำให้ชาวอินเดียส่วนใหญ่ใช้เวลาในห้องนอนเสียมาก ไม่ว่าจะรับประทานอาหาร ดูทีวี นั่งทำงาน นั่งเล่น หรือรับรองเพื่อนฝูง นอกจากนั้น ลูกค้าอินเดียยังชมชอบสินค้าที่มีสีสันจัดจ้าน ไม่คุ้นชินกับเฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อมาแล้วประกอบเอง จึงชอบเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปมากกว่า ที่สำคัญ พวกเขาหลีกเลี่ยงเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากหนังวัวเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูซึ่งนับถือวัวเป็นเทพเจ้า                 
               

     อาจเรียกได้ว่าไม่มีครั้งไหนที่อิเกียซึ่งดำเนินธุรกิจใน 49 ประเทศทั่วโลกต้องทำการบ้านหนักเช่นนี้มาก่อน ต้องมีการวางแผนใหม่ทุกอย่างตั้งแต่โซฟาไปจนถึงเครื่องนอน และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร มาไล่เลียงกันดูกันว่าอิเกียต้องปรับเปลี่ยนสินค้าอะไร และอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด  
               

     1 เตียงและฟูกที่ใช้กันในอินเดียโดยมากขนาดไม่มาตรฐานเพราะส่วนใหญ่ชาวบ้านจ้างช่างไม้ทำให้ อิเกียจึงตัดสินใจจำหน่ายเฉพาะเตียงและฟูกโดยตัดสินค้าประเภทผ้าปูที่นอนออกไป
               

     2 สินค้าประเภทเก้าอี้นวม โซฟา หรือสินค้าที่บุผ้า อิเกียไม่ใช้ผ้ากำมะหยี่หรือผ้าไหมโดยเด็ดขาด แต่เปลี่ยนไปใช้ผ้าที่ไม่ต้องทะนุถนอมหรือดูแลรักษามาก นอกจากนั้น โซฟาจะบุผ้าสีทึบเท่านั้นนอกเหนือไปจากเฉดสีสด ๆ ส่วนสีขาว ครีม หรือสีอ่อน ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากฝุ่นเยอะ ทำให้สกปรกง่าย
               

     3 สินค้าประเภทเครื่องหนังไม่มีเพื่อไม่ให้มีดราม่าเกี่ยวกับหนังวัว สัตว์ที่ชาวฮินดูนับถือ
               

     4 เนื่องจากลูกค้าอินเดียทานข้าวด้วยมือเป็นหลัก อุปกรณ์ทานอาหารที่จำหน่ายเป็นชุด อย่าง ช้อน ส้อม และมีดจึงไม่เป็นที่ต้องการ อิเกียละเว้นการจำหน่ายมีดแต่ยังคงช้อนกับส้อมไว้
               

     5 พื้นที่ที่อยู่อาศัยค่อนข้างจำกัดโดยเฉพาะในเมือง โดยบ้านแต่ละหลังมีพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ย 500 ตารางฟุตหรือน้อยกว่านี้ ทำให้อิเกียต้องออกแบบโซฟาให้มีขนาดกระทัดรัดลง และใช้สอยได้หลายฟังก์ชั่น เช่น ยืด-ขยายขนาดโซฟาตามจำนวนคนนั่ง และปรับเป็นที่นอนได้ นอกจากนั้น โซฟาต้องมีปลอกที่ถอดซักได้
               

     6 ผู้บริโภคอินเดียได้ชื่อว่าตระหนี่ สินค้าที่ราคาแพงเกินไปอาจขายไม่ออก ด้วยเหตุนี้ ในบรรดาสินค้า 7,500 รายการของอิเกีย กว่า 1,000 รายการจึงเป็นสินค้าที่ตั้งราคาจำหน่ายไม่ต่ำกว่า 200 รูปีหรือไม่ถึง 100 บาท  
               

     7 อินเดียไม่ชมชอบสินค้าประเภท DIY ที่ยุ่งยากต้องประกอบเอง อิเกียจึงจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบสเร็จแล้ว และนำเสนอบริการประกอบให้ถึงบ้าน โดยมีทีมงาน 150 ทีมพร้อมให้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
               

     8 อิเกียหวังใช้ร้านอาหารของตัวเองเป็นแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าเนื่องจากผู้บริโภคอินเดียชอบกิน ร้านอาหารอิเกียสาขาไฮเดอราบัดรองรับลูกค้าได้มากถึง 1,000 ที่นั่ง เรียกว่าใหญ่สุดเมื่อเทียบกับทุกสาขาทั่วโลก แน่นอนว่าเมนูเด็ดที่ไม่มีเหมือนสาขาอื่น ๆ ทั่วโลกคือมีทบอลเนื้อวัวและหมู แต่เปลี่ยนเป็นมีทบอลไก่แทน อีกทั้งครึ่งหนึ่งของเมนูทั้งหมดเป็นอาหารมังสวิรัติ และอาหารอินเดียคัดสรรจากผู้ค้า 25 รายเน้นผู้ค้าที่เป็นผู้หญิงเพื่อส่งเสริมอาชีพให้สตรีอินเดีย
               

     รายงานระบุว่าก่อนหน้านั้น ธุรกิจร้านจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ในอินเดียเป็นธุรกิจขนาดไม่ใหญ่เนื่องจากคนที่ใช้บริการเป็นลูกค้าที่มีฐานะ ส่วนชนชั้นกลางทั่วไป มักทำเฟอร์นิเจอร์ใช้เองหรือไม่ก็จ้างช่างไม้ซึ่งมีราคาถูกกว่า และทนทานกว่าเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องของค่านิยม คนอินเดียในยุคก่อนไม่ค่อยเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์กันง่าย ๆ มักใช้กันแบบตกทอดรุ่นต่อรุ่น การเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์แต่ละครั้งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่แต่ละครอบครัวต้องประชุมเพื่อออกความเห็นกันเลยทีเดียว
               

     อย่างไรก็ตาม ค่านิยมนี้เปลี่ยนไป อินเดียเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมของการ “ใช้แล้วทิ้ง” คือคนในสังคมโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเงินซื้อของใหม่แทนการซ่อม ทำให้ธุรกิจร้านเฟอร์นิเจอร์เกิดขึ้นมากกว่าเดิม แบรนด์ท้องถิ่นอินเดียที่มีชื่อได้แก่ Pepperfry, Urban Ladder และ FabFurnish ล้วนจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์ร่วมสมัยในราคาไม่แพง ทั้งยังมีบริการสั่งซื้อทางออนไลน์ด้วย การรุกตลาดอินเดียของอิเกียครั้งนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับแบรนด์ท้องถิ่น แต่ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือการตอบโจทย์ของผู้บริโภคในตลาด อิเกียจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์
 


ที่มา
www.scmp.com/lifestyle/interiors-living/article/2155394/ikea-india-more-colour-less-diy-and-no-leather-or
https://economictimes.indiatimes.com/industry/services/retail/ikea-opens-its-first-india-store-tomorrow-heres-what-it-offers/articleshow/65319086.cms
 


www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​ทำไม “มูซังคิง” ทุเรียนบ้านๆ จากมาเลย์ ถึงกลายเป็นราชันแห่งทุเรียน ส่งออกไปจีนปีละกว่า 1,000 ตัน

“มูซังคิง” ผลไม้ยอดฮิตของกลุ่มคนรักทุเรียนในจีน ได้เริ่มต้นส่งออกทุเรียนมูซังคิงไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 ปีก่อน และปัจจุบันได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราช..

by SME Thailand.| 22 เมย. 2021

​EAON MALL สลัดภาพค้าปลีกหัวเก่า ก้าวเท้าสู่ “ดิจิทัล” ตั้งศูนย์เทคโนโลยีนำร่องในจีน ก่อนใช้จริงในญี่ปุ่น

อิออน มอลล์ที่ให้บริการในจีนได้เคยนำร่องให้ร้านค้าของห้างไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าไปแล้วหลังจากที่มีการก่อตั้งศูนย์บริหารดิจิทัลอิออนขึ้นในเมืองหังโจว เรี..

by SME Thailand.| 19 เมย. 2021

​หมัดเด็ดเล็กสู้ยักษ์! ถอดกลยุทธ์ Dunham's ห้างสรรพสินค้าอิสระแห่งสุดท้ายในอเมริกา

ทุกเมืองคงเคยมีห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่น ก่อนที่แบรนด์ใหญ่ทุนหนาจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาจนห้างท้องถิ่นสู้ไม่ไหวปิดตัวลงไปในที่สุด แต่ไม่ใช่กับ Dunham’s ..

by SME Thailand.| 09 เมย. 2021