​5 เหตุผลที่โคคา-โคล่าทุ่มงบแสนล้าน ซื้อกิจการ Costa Coffee

by SME Thailand 03 กย. 2018
Share:




 

     การประกาศปิดดีล 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.6 แสนล้านบาทของบริษัทโคคา-โคล่าในการซื้อกิจการคอสต้า คอฟฟี่ (Costa Coffee) เชนร้านกาแฟที่ใหญ่สุดในอังกฤษเมื่อเช้าวันที่ 31 ส.ค.61 ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวใหญ่และสร้างแรงกระเพื่อมในธุรกิจกาแฟไม่น้อย เมื่อยักษ์ใหญ่วงการน้ำอัดลมจากสหรัฐฯ เคลื่อนไหวเพื่อรุกตลาดกาแฟ หากการซื้อขายกิจการดำเนินแล้วเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลางเดือนต.ค.ที่จะถึงนี้ โคคา-โคล่าจะกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านกาแฟราว 4,000 สาขาใน 32 ประเทศทั่วโลก
 
 
     หากพูดถึงเหตุผลที่โคคา-โคล่าหันมาจับตลาดกาแฟ มีการวิเคราะห์ไว้ว่าน่าจะเป็นเพราะ 5 ปัจจัยต่อไปนี้  ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ที่อิงตลาดอังกฤษเป็นหลัก เนื่องจาก 2,400 กว่าสาขา หรือเกินครึ่งของร้านคอสต้า คอฟฟี่ ทั้งหมดเป็นสาขาในอังกฤษ
 
 
1.เป็นการเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายขึ้น
 

     ไม่จำเฉพาะแค่เครื่องดื่มน้ำอัดลม โคคา-โคล่าต้องการโฟกัสไปที่เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นดริงค์มากขึ้น หลังจากที่น้ำอัดลมทั้งน้ำตาลแท้ น้ำตาลเทียมเสื่อมความนิยมลง โดยเฉพาะตลาดอังกฤษที่โคคา-โคล่าได้แนะนำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง Fuze Tea ชาบรรจุขวดแคลอรีต่ำ เครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ Honest Coffee หรือ Adez ที่เป็นแบรนด์สมูทตี้ และเมื่อต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมานี่เอง โคคา-โคล่าได้เข้าไปซื้อหุ้นเล็กๆ ใน BodyArmor ซึ่งเป็นแบรนด์สปอร์ตดริงค์ การซื้อกิจการคอสต้า คอฟฟี่จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่ตอกย้ำว่าโคคา-โคล่ากำลังเดินหน้าขยายไลน์เครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง
 

     ด้านเจมส์ ควินซีย์ ประธานและซีอีโอโคคา-โคล่ายอมรับว่าการเติบโตของธุรกิจกาแฟและเครื่องดื่มร้อน ทำให้บริษัทต้องให้ความสำคัญมากกว่าเก่าในการลงทุนด้านนี้อย่างจริงจัง นอกจากนั้น การนำเสนอเครื่องดื่มหลากหลายที่ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามต้องการยังเป็นเรื่องที่สำคัญอีกด้วย
 
 
2. กาแฟเป็นธุรกิจที่โตเร็ว
 
     
     ข้อมูลระบุยอดขายกาแฟตามร้านคาเฟ่ในอังกฤษเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2017 ที่ผ่านมา ประเมินว่าอยู่ที่ 3,378 ล้านปอนด์ คาดว่าปีนี้ยอดขายจะเพิ่ม 1.5% มาอยู่ที่ 3,427 ล้านปอนด์ การซื้อกิจการคอสต้า คอฟฟี่ของโคคา-โคล่าอาจเรียกได้ว่าสอดคล้องกับทิศทางเทรนด์ เนื่องจากเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่บริษัทเนสเล่ก็เพิ่งทุ่มงบ 7,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อใบอนุญาตเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการจำหน่ายทุกผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์สตาร์บัคส์ อันเป็นเครือข่ายกาแฟอันดับหนึ่งของโลก
 

     นักวิเคราะห์มองว่าการซื้อคอสต้า คอฟฟี่จะทำให้โคคา-โคล่าขยับสถานะในฐานะคู่แข่งเนสเล่ เจมส์ ควินซีย์ ผู้บริหารของโคคา-โคล่าเองก็มองว่ากาแฟเป็นเซกชั่นเครื่องดื่มที่โตเร็วสุดในโลก และยังแบ่งเป็นเซกชั่นย่อยได้อีกมาก ตั้งแต่กาแฟจากตู้หยอดเหรียญ กาแฟในคอฟฟี่ช้อป ไปจนถึงกาแฟสด และกาแฟสำเร็จรูป นอกจากนั้น ยังเป็นตลาดที่กระจัดกระจาย ไม่มีแบรนด์หรือบริษัทใดรวมถึงโคคา-โคล่าเข้าไปยึดหัวหาดได้ครบทุกเซกชั่น
               
 
3. เข้าถึงตลาดโลกมากขึ้น
 
     
     โคคา-โคล่าอาจจะมีผลิตภัณฑ์พร้อมดื่มในสังกัดอยู่แล้วภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ เช่น Honest Coffee , Chaywa และ Georgia ที่ขายในแต่ละประเทศ อีกทั้งยังลงทุนสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ในธุรกิจเครื่องชงกาแฟแบรนด์ Keurig แต่ถ้าพูดถึงธุรกิจกาแฟในวงกว้างระดับตลาดโลก โคคา-โคล่ายังไปไม่ถึงจุดนั้น ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการซื้อกิจการแบรนด์ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว คอสต้า คอฟฟี่เป็นแบรนด์กาแฟที่ใหญ่สุดในอังกฤษ และยังเป็นแบรนด์อินเตอร์ที่จำหน่ายในกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เรียกว่ามีศักยภาพพอที่จะพัฒนาต่อเนื่อง ขยายตลาดได้กว้างขึ้นโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะว่าไป ชื่อเสียงและการเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลของโค้กนี่แหละจะช่วยส่งเสริมให้คอสต้า คอฟฟี่ขยายธุรกิจในระดับสากลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
               
 
4. เป็นการถมช่องว่าง เติมเต็มในธุรกิจที่โคคา-โคล่าไม่เคยมีมาก่อน
 

     นั่นคือ “ร้านกาแฟ” เป็นเซกชั่นที่กำลังโต ซึ่งตลาดนอกสหรัฐฯ เป็นอะไรที่ไม่ควรถูกประเมินต่ำ การได้คอสต้า คอฟฟี่มาไว้ในครอบครองเป็นทางลัดที่ทำให้โคคา-โคล่าเข้าสู่ธุรกิจร้านคาเฟ่ได้เร็วขึ้น  ขณะที่ธุรกิจกาแฟพร้อมดื่มของคอสต้าก็จะขยายเร็วขึ้นเช่นกันโดยผ่านช่องทางจำหน่ายของโคคา-โคล่า เป็นไปได้ว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจก่อให้เกิดแรงเสียดทานกับสตาร์บัคส์ เจ้าตลาดที่มีความสัมพันธ์อันดีกับโคคา-โคล่า  เรียกว่าจากที่เป็นมิตรก็จะกลับกลายมาเป็นคู่แข่งกัน
               
 
5. เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย  
 

     แม้การซื้อกิจการคอสต้า คอฟฟี่จะมีราคาค่อนข้างสูงแต่นักวิเคราะห์มองว่าเป็นการซื้อโอกาส และสิ่งที่ได้กลับคืนมาจะเกินคาด เพราะทั้งหมดทั้งปวงที่ โคคา-โคล่าได้จากคอสต้า คอฟฟี่คือความเชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนกาแฟแบบครบวงจรไล่มาตั้งแต่แหล่งกาแฟไปจนถึงระบบตู้กดอัตโนมัติ และช่องทางจำหน่าย ขณะเดียวกัน การผนึกกำลังระหว่างโคคา-โคล่ากับคอสต้า คอฟฟี่ยังทำให้ฝ่ายหลังประหยัดค่าใช้จ่ายโดยการอาศัยเครือข่ายการกระจายสินค้าและระบบโลจิสติกส์ทั่วโลกของโคคา-โคล่าในการส่งเสริมธุรกิจอีกด้วย
 
 
 
อ้างอิง : www.thegrocer.co.uk/finance/mergers-and-acquisitions/five-reasons-why-coca-cola-has-bought-costa-coffee/571119.article



www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​มีของดีทำไมต้องทิ้ง แบรนด์ระดับโลกแห่ใช้ “เนื้อโกโก้” เป็นวัตถุดิบ เติมความหวานในอาหารแทนน้ำตาล

เรียกว่ายิงปืนทีเดียวได้นกหลายตัวเลยก็ว่าได้เมื่อ “เนสท์เล่” เปิดตัว “Incoa” ดาร์กช็อกโกแลตที่ปราศจากน้ำตาลแต่สร้างความหวานด้วยการผสมเนื้อของผลโกโก้..

by SME Thailand.| 07 เมย. 2021

​Plant-Based ไม่ได้ไปสุดแค่ของกิน Allbirds ใช้หนังจากพืช 100 % ผลิตรองเท้า

Allbirds แบรนด์รองเท้าจากซานฟรานซิสโก ผลิตรองเท้าหนังทางเลือกที่ทำจาก Plant Leather หรือ แผ่นหนังที่มีส่วนผสมจากพืชทั้งหมดเป็นครั้งแรกของโลก

by SME Thailand.| 31 มีค. 2021

​Alchemista ธุรกิจจัดเลี้ยงในบอสตัน ผลิต Food Locker ตู้เสิร์ฟอาหารฝีมือเชฟ ตอบรับเทรนด์บริโภคแบบไร้สัมผัส

เมื่อมีโควิดระบาด ธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering) ได้รับผลกระทบแน่ๆ Alchemista จึงพลิกวิกฤตมาสร้างโอกาสให้กับธุรกิจ ด้วยการจดสิทธิบัตรและเปิดตัว food loc..

by SME Thailand.| 25 มีค. 2021