​ธรรมชาติบำบัดบูม! อินเดียปั้นศาสตร์ “อายุรเวท” เป็นธุรกิจทำเงินเข้าประเทศ

by SME Thailand 05 กพ. 2019
Share:






     ถ้าใครเคยไปเที่ยวจีนหรือฮ่องกงกับทัวร์ แน่นอนว่าโปรแกรมหนึ่งที่ไม่ค่อยพลาดคือการที่มัคคุเทศน์พาลูกทัวร์แวะร้านยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อซื้อสินค้า โดยในร้านจะมี “หมอแมะ” คอยแตะข้อมือ วินิจฉัยโรค พร้อมแนะนำยาให้เสร็จสรรพ และถ้าไปเที่ยวศรีลังกา บางทัวร์จะบรรรจุโปรแกรมเที่ยวชมสวนสมุนไพรให้ด้วย เป็นสวนที่ปลูกสมุนไพรต่างๆ มีเจ้าหน้าที่นำเดินชมและอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์และสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละต้น ก่อนไปจบที่ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพร
               

     ตลาดผลิตภัณฑ์ธรรมชาติบำบัดนั้นมีมานานแล้ว ธุรกิจนี้ขึ้นชื่อในไทยเช่นกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจริงจังแค่ไหน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากอินเดีย กล่าวคือหลังจากที่ผลักดันให้ศาสตร์แห่งโยคะติดลมบนจนกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้เข้าประเทศ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิของอินเดียก็เตรียมปลุกปั้นศาสตร์อายุรเวทซึ่งเป็นการแพทย์แผนโบราณอินเดียที่เก่าแก่กว่า 5,000 ปีให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก โดยรัฐบาลเตรียมดำเนินมาตรการต่างๆ เริ่มตั้งแต่การสนับสนุนทุนเพื่อจัดกิจกรรมและการประชุมต่างๆ ไปจนถึงการตั้งศูนย์วิจัยขึ้นมา 
               

     แม้จะถูกมองจากการแพทย์แผนปัจจุบันว่าเป็น pseudoscience หรือวิทยาศาสตร์เทียม แต่อายุรเวทก็เป็นศาสตร์ที่ใช้กันมาช้านานในอินเดียเพื่อปัดเป่าความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ อายุรเวทเป็นระบบการแพทย์ที่เน้นการป้องกัน ส่วนการรักษาและองค์ประกอบในการรักษาเป็นแต่เพียงส่วนเสริม ทั้งนี้ เพื่อให้แผนเป็นไปตามที่วางไว้ในการทำให้การแพทย์ทางเลือกเป็นการบำบัดที่ใช้กันแพร่หลาย รัฐบาลนายกรัฐมนตรีโมดิได้ตั้งกระทรวง AYUSH ขึ้นมาเพื่อผลักดันให้อายุรเวท โยคะ ยูนานิ (แพทย์แผนตะวันออก) การแพทย์สิทธา และโฮมีโอพาธีเติบโตมากขึ้น
               

     รายงานของบริษัทพีดับบลิวซี และสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดียระบุตลาดที่เกี่ยวเนื่องกับศาสตร์อายุรเวทในระดับโลกคาดว่าจะเติบโตมีมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2022 โดยมีแรงขับจากประชากรรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ รวมถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่คุ้นเคยกับธรรมชาติบำบัด
               

     อย่างไรก็ตาม แม้การสำรวจปี 2017 จะพบว่าร้อยละ 77 ของครัวเรือนในอินเดียจะใช้ผลิตภัณฑ์อายุรเวท แต่การขยายไปยังตลาดโลกนั้นยังเป็นสิ่งท้าทายเนื่องจากสูตรยารักษาโรคตามแบบอายุรเวทนั้นมีความซับซ้อน และมักมีส่วนผสมของวัตถุดิบที่หายาก นอกจากนั้น อุปสรรคอีกประการได้แก่ การขาดแคลน practitioner หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แม้ในอินเดียจะมีแพทย์แผนโบราณด้านอายุรเวทที่ขึ้นทะเบียนแล้วมากถึง 700,000 คนแต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี
               

     มีข้อแนะนำจากแพทย์แผนโบราณอินเดียว่ารัฐบาลควรตั้งสถาบันหลายๆ แห่งกระจายทั่วประเทศเพื่อผลิตบุคคลากรด้านนี้ และสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรมากขึ้นแทนที่จะปลูกแต่พืชเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อายุรเวทอาจส่งผลให้เกิดการผลักดันกฏหมายที่อนุญาตห้ใช้กัญชาเป็นยา จากการศึกษานำร่องโดยสภากลางเพื่อการวิจัยศาสตร์อายุรเวทซึ่งสังกัดกระทรวง AYUSH พบว่ายาที่มีส่วนผสมของใบกัญชาช่วยลดความเจ็บปวดทรมานในผู้ป่วยมะเร็งหลังผ่านการบำบัดด้วยเคมี ไม่เท่านั้น นักวิจัยยังศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการใช้กัญชาเพื่อผลิตยารักษาโรคอื่น ๆ ด้วย
               

     ราจีฟ วสุเทวัน ผู้บริหารโรงพยาบาล AyurVAID กล่าวว่ายังมีมากมายหลายสิ่งให้ต้องทำเพื่อผลักดันอายุรเวทให้เติบโตในตลาดโลก “สิ่งแรกคือการระบบภายในประเทศต้องแข็งแกร่งเข้าที่เข้าทางก่อน ต่อมาคือการกำหนดกรอบระเบียบและกฏมาย และสุดท้ายต้องทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นว่าอายุรเวทเป็นศาสตร์โบราณที่ยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน”
                 

     ทั้งนี้ การใช้สมุนไพรมีมาแต่โบราณแล้ว และองค์การอนามัยโลกชี้เกือบ 80% ของประชากรในเอเชียและแอฟริกายังพึ่งยาแผนโบราณในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ช่วงปี 1994-2001 ความต้องการผลิตภัณฑ์สมุนไพรในตลาดโลกเพิ่มขึ้นในอัตรปีละ 8% และอนามัยโลกคาดการณ์ในปี 2050 ตลาดสมุนไพรโลกจะมีมูลค่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปัจจุบัน อินเดียส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากเป็นอันดับ 2 รองจากจีน ทั้งจีนและอินเดียส่งออกสมุนไพรรวมกันมากกว่า 70% ในตลาดโลก
               


     ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรโลกมีการแข่งขันสูงและเป็นตลาดที่ยังไม่มีแบรนด์ใดครองสัดส่วนเป็นรายใหญ่ จึงทำให้แบรนด์ที่พอมีชื่อเสียงเริ่มเจาะตลาดเกิดใหม่และเข้าไปชิงส่วนแบ่งจากแบรนด์ท้องถิ่นจึงทำให้เกิดการแข่งขันสูง สำหรับปัจจัยที่ทำให้ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรเติบโตมาจากหลายปัจจัย ได้แก่ 1.จำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น กลุ่มนี้จะคุ้นชินกับการใช้สมุนไพร 2.ผู้บริโภครุ่นใหม่รับรู้ถึงประโยชน์ของสมุนไพรมากขึ้น 3.สมุนไพรค่อนข้างปลอดภัยและให้ผลข้างเคียงน้อย 4.นวัตกรรมใหม่ถูกนำมาใช้ในการผลิตสมุนไพรทำให้ดึงดูดผู้บริโภค 5.มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยจากองค์การอาหารและยา และ 6.ยาแผนปัจจุบันมีราคาสูง ผู้บริโภคหันหายาสมุนไพรเป็นทางเลือก
 

อ้างอิง
www.scmp.com/week-asia/economics/article/2179048/after-yoga-modis-next-soft-power-push-traditional-medicine
 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
Share:

Related Articles

​กลยุทธ์ต้องห้ามสำหรับผู้บริหาร ถ้าไม่อยากเจ๊ง เหมือน 2 โลว์คอสต์แอร์ไลน์

คงไม่มีใครคาดคิดว่าธุรกิจที่กำลังไปได้สวยอย่าง Wow Air จะปิดกิจการลง ก่อนหน้านั้นสายการบินต้นทุนต่ำ Primera ของเดนมาร์กก็เพิ่งประกาศอำลาวงการไปเช่นก..

by SME Thailand.| 19 เมย. 2019

​เปิดลายแทง ‘ยูกันดา’ Blue Ocean แห่งใหม่! สินค้าไทยอะไรก็ขายได้

สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่อยากบุกตลาดยุโรปอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หรือถ้าจะเริ่มจากตลาด CLMV นาทีนี้ก็มีคู่แข่งไม่ใช่น้อย แต่ยังมีอีกหนึ่งตลาดที่ให้การต้..

by SME Thailand.| 18 เมย. 2019

​แปลกแต่เจ๋ง! แค่แว่นกันแดดทรงเดียว 2 ปีธุรกิจโต 600%

“Rocket Eyewear” คือแว่นกันแดดที่เกิดจากการร่วมมือของสองพี่น้องชาวสิงคโปร์ แม้จะออกแบบมาแค่ทรงเดียว แต่กลับได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดีเยี่ยม ส่ง..

by SME Thailand.| 12 เมย. 2019