ส่องเศรษฐกิจ CLMV โอกาสทางการค้าที่ทั่วโลกต่างจับตามอง

by SME Thailand. 19 มีค. 2019
Share:



Main Idea
 
  • พิษสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่เศรษฐกิจซีแอลเอ็มวียังคงสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติได้
 
  • เวียดนามกลายเป็นดาวเด่นสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเติบโตสูงกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนนักท่องเที่ยวก็ให้ความสนใจตลาดกัมพูชาเช่นกัน



     ผลการวิเคราะห์ของ Economic Intelligence Center (EIC) ได้รายงานว่าการเติบโตของกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 6 – 7% ในปี 2562 โดยส่วนใหญ่มาจากการลงทุนของต่างชาติ โดยเฉพาะการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน และการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ โดยมีเวียดนามขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 ประเทศที่มีแนวโน้มเติบโตมากสุดของกลุ่ม ลองมาดูกันสิว่าประเทศต่างๆ ที่เหลือมีแนวโน้มการเติบโตกันอย่างไรบ้าง


กัมพูชา


     ยังคงรักษาระดับการเติบโตอยู่ที่ 6.8% ในปี 2562 ในส่วนของการส่งออกคาดว่าจะเร่งเติบโตให้มากขึ้นก่อนที่สหภาพยุโรปจะถอนสิทธิประโยชน์ Everything But Arms (EBA) เนื่องมาจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในเดือนสิงหาคม 2563 โดยมีรายได้จากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวสูงขึ้นในอนาคตของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน


 

ลาว


     คาดการณ์ว่าจะขยายตัวสูงขึ้นเป็น 7% ในปี 2562 โดยมีการส่งออกไฟฟ้า และการก่อสร้างเป็นปัจจัยสนับสนุนหลัก แต่ยังคงมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องระวังจากการอ่อนค่าของเงินกีบ และแนวโน้มการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ
 




เมียนมา


     มีแนวโน้มฟื้นตัวที่ราว 6.8% ในปี 2562 โดยมีการส่งออกเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะขยายตัวต่อเนื่องเป็นตัวเลขสองหลัก ในขณะที่ภาคการผลิตและการบริการเติบโตขึ้นราว 8% มีปัจจัยเสี่ยงที่น่าเป็นห่วงจากความเป็นไปได้ที่เมียนมาจะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกในประเด็นวิกฤตโรฮิงญา
 




เวียดนาม


     ขยายตัวได้ดีราว 6.5% ในปี 2562 ต่อเนื่องจากปี 2561 ที่เติบโตถึง 7.08% โดยในปี 2561 ที่ผ่านมาเวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน โดยเติบโตสูงกว่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการย้ายฐานการผลิตของผู้ผลิตสินค้าในจีนจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดผู้ผลิตสินค้าในจีนหลายรายตัดสินใจประกาศย้ายฐานการผลิตมายังเวียดนาม เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ และใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของเวียดนามในเรื่องต้นทุนการผลิต และสิทธิประโยชน์ทางภาษี





     ในภาคของการท่องเที่ยวเอง ก็มีแนวโน้มสดใสมากขึ้นจากปริมาณนักท่องเที่ยวจีนและประเทศในแถบเอเชีย แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างสำคัญของเวียดนาม คือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรม ซึ่งชาวต่างชาติเป็นผู้ลงทุน ในขณะที่การถ่ายโอนเทคโนโลยีอยู่ในระดับต่ำ
 


ข้อมูลโดย :  ดร.ยรรยง ไทยเจริญ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์


 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

 
Share:

Related Articles

​Rethink+ ระบบจัดการขยะผ่านดิจิทัล ครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก

Rethink+ เชื่อมโยงกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติกเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่คนทั่วไปที่สร้างขยะ คนที่เก็บรวบรวมขยะ ผู้บำบัดขยะ และสุดท้ายคือโรงงานรีไซเ..

by SME Thailand.| 22 ตค. 2020

​เปิดปูมหลัง ”โฮ ควอน ปิง” จากผู้ต้องขังสู่การเป็นผู้ก่อตั้งเครือข่ายโรงแรมหรูบันยันทรี

“โฮ ควอน ปิง” ผู้ก่อตั้งโรงแรมที่เคยติดคุกนาน 2 เดือน แต่บั้นปลายกลับขึ้นแท่นเป็นเจ้าของเครือโรงแรมหรูและรีสอร์ตใน 28 ประเทศทั่วโลก

by SME Thailand.| 14 ตค. 2020

​“เวียดนาม-มาเลเซีย-ไทย” 3 หมุดหมายท่องเที่ยวเอเชีย ที่คาดว่าจะฟื้นตัวใน Q4 และกลับมาบูมหลังโควิด

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วโลก การท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคั..

by SME Thailand.| 12 ตค. 2020